๒๖. ปฏิเวธในมรรคแห่งวิชชา ๓

        Penetration of the Threefold Knowledge Path  

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1312

 ความสำคัญของบทความ

 

ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมากนั้น มักเกิดความลังเลสงสัยในการเจริญอริยมรรค เพราะเกิดความอยากใน “ปฏิเวธสัทธรรม” หมายถึง สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึง หรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และ นิพพาน นั่นคือ กลายเป็น “ผู้หวั่นไหว” คือ “ผู้ฟุ้งซ่าน” ที่เรียกว่า “วิกมฺปมานสฺส” ในสภาวะถึงความฟุ้งซ่านดังกล่าวนี้ หมายถึง “การเข้าถึงธรรมสมาธิได้ไม่จริง” ที่ประกอบด้วย “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” เลยยังไม่เกิด “จิตตสมาธิ” ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ แห่งอธิจิตต์ ได้แก่ (๑) “สัมมาวายามะ” ด้วยการเจริญสัมมัปปธาน ๔ (๒) “สัมมาสติ” ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ และ (๓) “สัมมาสมาธิ” ด้วยการเจริญฌาน ๔ ตามลำดับ ในทางตรงกันข้าม กลับกลายลุล่วงถึง “มิจฉาวายามะ–มิจฉาสติ–มิจฉาสมาธิ” ความพยายามผิด ความระลึกผิด ความตั้งจิตผิด ซึ่งในความเป็นจริงน่าจะเป็นเรื่อง “อตฺตสมฺมาปณิธิ จ” คือ ตั้งตนไว้ชอบ การตั้งความปรารถนาที่ถูกต้องเหมาะควรในธรรม [สัมมาปณิธิ] จึงเป็นเรื่องสำคัญในการบรรลุถึง “อธิคมสมณธรรม” ที่เริ่มต้นด้วย “วิชชา ๓” เมื่อจิตตั้งมั่นดำรงอยู่ด้วย “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ไม่ว่าจะเป็นระดับฌานสมาบัติขั้นไหนก็ตาม แต่ขั้นที่ดีที่สุด คือ “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา] เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย กล่าวคือ “นิวรณ์ ๕–วิตก–วิจาร–ปีติ–และ–สุข” โดยปราศจากนิวรณ์แล้ว  [นั่นคือ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง] ถือว่าเป็น “วิปฺปสนฺเนน” คือ ไม่ขุ่นมัว ไม่มีอุปกิเลส ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมได้ชื่อว่า “ธมฺมปีติ” คือ  “ผู้เอิบอิ่มในธรรม–ผู้ดื่มธรรม” นั่นคือ ผู้มีปัญญาที่เห็นธรรมได้ด้วยตนเอง นั่นคือ (๑) ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีปรีชาสามารถเจริญญาณในวิปัสสนาได้ คือ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” กล่าวคือ สามารถเข้าถึงปัญญาที่ตรัสรู้ธรรมได้ด้วยโลกุตตรปัญญาแห่ง “มัคคญาณ” กับ “ผลญาณ” และ/หรือ (๒) ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีสามารถเจริญความรู้วิเศษ คือ “วิชชา ๓” กล่าวคือสามารถเข้าถึงปัญญาที่ตรัสรู้ธรรมได้ด้วยโลกุตตรปัญญาแห่ง “อาสวักขยญาณ” ในอีกมุมหนึ่ง ธรรมที่เกิดขึ้นหลังจากสมถะในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ สภาวธรรมที่เป็น “ญาณในวิปัสสนา” หรือ “วิปัสสนาญาณ” เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในคราวเดียว (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” ย่อมเกิดขึ้นได้พร้อม “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ระลึกชาติได้ (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” ย่อมเกิดขึ้นได้พร้อม “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ตาทิพย์ เห็นชีวิตสันตติของสัตว์ที่เป็นไปตามกรรม (๓) “มัคคญาณ–ผลญาณ” ย่อมเกิดขึ้นได้พร้อมกับ “อาสวักขยญาณ” คือ ความตรัสรู้ ซึ่งเกิดหลังจาก “ปัจจเวกขณญาณ–ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรมีจิตฟุ้งซ่าน จนเกิดความทะยานอยากในการบรรลุธรรมวิเศษ จนไม่สามารถเกิด “ธรรมสมาธิ” กับ “ฌานสมาธิ” ได้ นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปฏิเวธในมรรคแห่งวิชชา ๓

 

เมื่อกล่าวเขตพรหมแดนแห่งความรู้ในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมหมายถึง “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้คมชัด ความหลักแหลม–ความเฉียบแหลมแห่งปรีชาหยั่งรู้ ปัญญาที่เห็นธรรม ความสว่างไสวแห่งปัญญาแม้วันหรือคืนก็ตาม การพึงเข้าถึงผลแห่งอธิคมสัทธรรมหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และ นิพพาน ที่เรียกว่า “ปฏิเวธสัทธรรม” หรือ “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑] รวมทั้งการบรรลุผลแห่งการปฏิบัติซึ่ง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริมรรค] ที่ถือเป็น “โลกุตตรธรรม” อีกหมวดหนึ่งด้วย ในธรรมหมวดนี้ เป็นข้อประพฤติปฏิบัติเริ่มแรก ที่ชื่อว่า “ปฐมปฏิปทาแห่งพุทธะ” [อริยมรรคมีองค์ ๘] ที่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจริญสมถภาวนา คือ ธรรมที่ต้องปฏิบัติก่อนเพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาจิตใจให้เกิดคุณธรรมขั้นสูง คือ “โลกุตตรปัญญา” คือ ปัญญาที่สัมปยุตด้วย “โลกุตตรมรรค” [อริยมัคคญาณ] ความรู้ที่พ้นวิสัยของโลก ความรู้ที่ช่วยคนให้พ้นโลก ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ในบรรดาธรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ที่มาสัมปยุตต์กันเป็น “สัมปยุตตธรรม” [สหชาติธรรม] นั้น ย่อมทำให้เห็นสภาวธรรมตามสภาพที่เป็นจริงตาม “กฎธรรมชาติ –กำหนดธรรมดา” ที่หมายถึง “ธรรมนิยาม ๓” [ธมฺมนิยามตา] หมายถึง กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา กฎธรรมชาติ ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตามสภาวธรรมเหล่านั้น ดังนี้

(๑) สพฺเพสงฺขารา อนิจฺจา “สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง”

(๒) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา “สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้”

(๓) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา “ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน”

 

และอีกนัยหนึ่ง หมายถึง ความรู้แจ้งใน “ไตรลักษณ์” คือ ลักษณะ ๓ ประการ ซึ่งเป็นอาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ได้แก่  

(๑) “อนิจจตา” ความเป็นของไม่เที่ยง

(๒) “ทุกขตา” ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้

(๓) “อนัตตตา” ความเป็นของมิใช่ตัวตน

 

อนึ่ง คนไทยนิยมพูดสั้นๆ ว่า “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” และแปลง่ายๆ ว่า “ไม่เที่ยง–เป็นทุกข์–เป็นอนัตตา” ลักษณะเหล่านี้มี ๓ อย่าง จึงเรียกว่า “ไตรลักษณ์” และลักษณะทั้ง ๓ เหล่านี้ มีแก่ธรรมที่เป็น “สังขตะ–สังขตธรรม” คือ “สังขารทั้งปวง” [สังขารธรรม] เป็นสามัญเสมอเหมือนกัน จึงเรียกว่า “สามัญลักษณะ” [ไม่สามัญแก่ธรรมที่เป็น “อสังขตะ–อสังขตธรรม” คือ “วิสังขาร”  ซึ่งมีเฉพาะลักษณะที่สาม คือ “อนัตตตา” อย่างเดียว ไม่มีลักษณะสองอย่างต้น] ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็น “กฎธรรมชาติ” มีอยู่ตามธรรมดา จึงเรียกว่า “ธรรมนิยาม” ทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวข้าต้นนั่นเอง ฉะนั้น องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ เรียกว่า “ตีรณปริญญา” (ข้อ ๒ ในปริญญา ๓) หมายถึง กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา กำหนดรู้ขั้นพิจารณา กำหนดรู้โดย “สามัญลักษณะ” คือ ทำความรู้จักสิ่งนั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นว่าเวทนาไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ดังนี้ เป็นต้น อนึ่ง เป็นขั้นกำหนดการพิจารณากรรมฐานที่เริ่มตั้งแต่ “กลาปสัมมสนญาณ” [สัมมสนญาณ] ถึง “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙ ที่หมายถึง “วุฏฐานคามินีปฏิปทา”) เป็น “ภูมิแห่งตีรณปริญญา” ซึ่งตรงกับข้อ “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง  ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณา “กลาป” จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” ซึ่งเป็น “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถี คือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป นอกจากนี้ การเจริญวิปัสสนาที่เริ่มตั้งแต่ “ภังคานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๒ ในวิปัสสนาญาณ ๙ ที่หมายถึง “วุฏฐานคามินีปฏิปทา”)  ขึ้นไป จัดเป็น “ภูมิแห่งปหานปริญญา” หมายถึง กำหนดรู้ด้วยการละ กำหนดรู้ถึงขั้นละได้ กำหนดรู้โดยตัดทางมิให้ “ฉันทราคะ” เกิดมีในสิ่งนั้น คือ รู้ว่าสิ่งนั้นเป็น “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” แล้ว ละระงับ “นิจจสัญญา–ทุกขสัญญา–อนัตตสัญญา” ในสิ่งนั้นเสียได้ ซึ่งตรงกับข้อ “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๖ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความเพียรใน “วิปัสสนาญาณ” ทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจาก “วิปัสสนูปกิเลส” [ย่อมเป็น “พลววิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่มีกำลัง ที่แรงกล้า หรืออย่างเข้ม ซึ่งประกอบด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน ที่จิตปราศจากนิวรณ์ และปราศจากวิปัสสนูปกิเลสดีแล้ว] ดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้เพื่อกำจัดระงับสังขารทั้งหลาย เพื่อมุ่งมั่นในอริยมรรค คือ “มัคคญาณ–มรรค ๔” นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ข้อพึงระวังในขั้นนี้ คือ ถ้าเกิดสติฟั่นเฟือน สับสนในเนื้อหาสาระแห่งหลักธรรมที่สัมปยุตต์กัน ให้เริ่มพิจารณาใหม่ในหลักธรรมต่อไปนี้เป็นเครื่องประกอบความเข้าใจ ได้แก่ (๑) โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ (๒) วิปัสสนาญาณ ๙ (๓) วิสุทธิ ๗ (๔) ธรรมนิยาม ๓ (๕) อริยสัจจ์ ๔ (๖) กิจในอริยสัจจ์ ๔ (๗) ญาณ ๓–กาลทั้ง ๓ (๘) ปริญญา ๓ ตามลำดับ

 

ฉะนั้น ธรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นปัจจัยของการปฏิเวธใน “อริยสัจจธรรมแห่งอริยสัจจ์ ๔” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] ซึ่งหมายถึง การเกิดปัญญาในการเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายด้วยข้อปฏิบัติยิ่ง ได้แก่

 

(๑) กำหนดรู้ทุกขอริยสัจจ์ คือ การรู้สภาพแห่งทุกข์ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หมายถึง (๑) ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ “ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ” (๒) การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก (๓) การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก (๔) ความปรารถนาไม่สมหวัง หรือตามอรรถว่า “ทุกขตา ๓” หมายถึง ความเป็นทุกข์ ภาวะแห่งทุกข์ สภาพทุกข์ ความเป็นสภาพที่ทนได้ยาก หรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ได้แก่ (๑) “ทุกขทุกขตา” สภาพทุกข์คือทุกข์ หรือความเป็นทุกข์เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ (๒) “วิปริณามทุกขตา” ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น (๓) “สังขารทุกขตา” ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร คือ สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วย “อุปาทาน” ที่เรียกว่า “ตัณหาปณิธิ” คือ การตั้งความปรารถนาในความทะยานอยาก ที่เกิดขึ้นหมุนเวียนกันไปไม่สิ้นสุดใน “ภวจักร–สังสารจักร” ที่หมายถึง “สงสารทุกข์” คือ ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกข์ที่ประสบในภาวะแห่งการว่ายวนอยู่ใน “กระแสแห่ง กิเลส กรรม และ วิบาก”

 

ฉะนั้น องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในการกำหนดรู้ทุกขอริยสัจจ์นี้ เรียกว่า “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) และจัดเป็น “ภูมิแห่งญาตปริญญา” (ข้อ ๑ ในปริญญา ๓) หมายถึง กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว กำหนดรู้ขั้นรู้จัก กำหนดรู้ตามสภาวลักษณะ คือ ทำความรู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นโดยตรง พอให้ชื่อว่าได้เป็นอันรู้จักสิ่งนั้นแล้ว เช่น รู้ว่า นี้คือ เวทนา เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ ดังนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาว่า ธรรมที่เกิดจากการหยั่งรู้ด้วยญาณในวิปัสสนาหลายญาณนั้น ทำให้เกิดความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ ที่เรียกว่า “วิชชา ๓” ในข้อ ๑ คือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” หมายถึง ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ นั่นคือ “ระลึกชาติได้ “ ทำให้เกิด “ปัญญาวิปัสสนา” ที่เห็น “ทุกขตา–อุปาทานขันธ์ ๕” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔

 

(๒) กำหนดรู้สมุทัยอริยสัจจ์ คือ “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” หมายถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” เป็นการเข้าใจถึง “อวิชชา” อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ “ทุกฺขมูลํ” คือ “รากเหง้าแห่งทุกข์” เพราะเป็นมูลแห่งวัฏทุกข์ ที่ชื่อว่า “ทุกฺขนิทานํ” คือ “เหตุแห่งทุกข์”  เพราะเป็นเหตุเกิดของทุกข์ และ “อวิชชา” ชื่อว่า “ทุกฺขปฺปภโว” คือ “แดนเกิดแห่งทุกข์” เพราะทุกข์นั้นย่อมเกิดจาก “ตัณหา ๓” คือ ความทะยานอยากด้วยกำหนัดติดใจ ความพอใจติดใจ ความพอใจติดใคร่ ความชอบใจจนติด ความอยากที่แรงขึ้นเป็นความติดถอนตัวได้ยาก คือ “ฉันทราคะ” อันเป็นราคะอย่างแรง “พลวราคะ–สิเนหะ” ได้แก่ “กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา” ซึ่งทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์–อุปาทาน ๔”

 

ฉะนั้น “อุปาทาน–อุปาทิ” นี้ ย่อมชื่อว่า “ปาโส” คือ “บ่วง” เพราะเหมือนบ่วงอันเป็นเครื่องผูก “มารปาโส” นั่นคือ “บ่วงแห่งมาร” หรือจะอนุมานเป็น “พลิสํ” คือ “เบ็ด” เพราะเป็นเหมือนเบ็ด ด้วยอรรถว่า  ”สำรอกออกยาก” อันเป็น “มารพลิสํ” คือ ผู้ขาดสติสัมปชัญญะไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ให้ดี ย่อมติด “เบ็ดของมาร” ฉะนั้น สัตว์ผู้ถูก “กิเลสตัณหา” ครอบงำแล้ว ย่อมไม่ก้าวล่วงวิสัยแห่งมาร มารย่อมยังอำนาจให้ เป็นไปในเบื้องบนสัตว์เหล่านั้น โดยปริยายนี้ จึงเรียก “อวิชชา” [ทำเป็นไม่รู้จักมารหรืออุปสรรค] ว่าเป็น “แดนแห่งมาร” เพราะเป็นวิสัยของมารทั้ง ๕ ประการ “มาร ๕” หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม ได้แก่ (๑) “กิเลสมาร” มารคือกิเลส กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต (๒) “ขันธมาร” มารคือเบญจขันธ์ ขันธ์ ๕ เป็นมาร เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัดแย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็นภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไปเพราะ ชรา พยาธิ เป็นต้น ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็มปรารถนาอย่างแรง อาจถึงกับพรากโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง (๓) “อภิสังขารมาร” มารคืออภิสังขาร อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม นำให้เกิด ชาติ ชรา เป็นต้น ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์  (๔) “เทวปุตตมาร” มารคือเทพบุตร เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่งชื่อว่า “มาร” เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงในกามสุขไม่หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ และ (๕) “มัจจุมาร” มารคือความตาย ความตายเป็นมาร เพราะเป็นตัวการตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีทั้งหลาย

 

อย่างไรก็ตาม การเจริญปัญญาด้วย “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” ย่อมเกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ที่เข้าใจได้ถูกต้องตามความจริง คือ “ธรรมนิยาม ๓” ที่เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ” [ปัญญาหยั่งเห็นสาเหตุแห่งทุกข์] หรือ “ธรรมฐิติ” หมายถึง ความดำรงคงตัวแห่งธรรม ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา ที่เป็นปัญญาวิปัสสนา คือ “ธรรมฐิติญาณ” หรือ ปัญญาหยั่งรู้ความจริงแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง คือ “ยถาภูตญาณ” หรือที่เรียกว่า “สัมมาทัสสนะ” คือ การหยั่งรู้ด้วยญาณที่ถูกต้องด้วยสัมมาทิฏฐิ อันเป็นความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ญาณ ๓” คือ ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้  = (๑) “อตีตังสญาณ” ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ (๒) “อนาคตังสญาณ” ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ (๓) “ปัจจุปปันนังสญาณ” ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่] ฉะนั้น “ปัจจยปริคคหญาณ–ธรรมฐิติ–ญาณ–ยถาภูตญาณ–ธรรมจักษุ–ญาณ ๓” (ข้อ ๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) เรียกว่า “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ นั่นเอง และจัดเป็น “ภูมิแห่งญาตปริญญา” (ข้อ ๑ ในปริญญา ๓) หมายถึง กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้วกำหนดรู้ขั้นรู้จัก กำหนดรู้ตามสภาวลักษณะ คือ ทำความรู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นโดยตรง พอให้ชื่อว่าได้เป็นอันรู้จักสิ่งนั้นแล้ว เช่น รู้ว่า นี้คือ เวทนา เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ ดังนี้ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาว่า ธรรมที่เกิดจากการหยั่งรู้ด้วยญาณในวิปัสสนาหลายญาณนั้น ทำให้เกิดความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ ที่เรียกว่า “วิชชา ๓” ในข้อ ๑ คือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” หมายถึง ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นไปตาม “กฎแห่งกรรม” และยังทำให้เกิด “กัมมัสสกตาญาณ” คือ “กัมมัสสกตาปัญญา” ซึ่งข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูงอันเป็น “อธิปัญญา” ที่โยงไปให้มองเห็นทุกข์ที่เนื่องด้วยวัฏฏะ หรือแม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ก้าวไปในมรรค เรียกสามัญว่า “ระลึกชาติได้ “ ทำให้เกิด “ปัญญาวิปัสสนา” ที่เห็น “ทุกขตา–อุปาทานขันธ์ ๕” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และพร้อมด้วย ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย [ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นด้วยสาเหตุเดียวกัน คือ “อวิชชา” ที่หมุนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด คือ “ภวจักร–สังสารจักร–สงสารวัฏฏ์–สงสารทุกข์” ได้แก่ อัทธา ๓ สังเขป–สังคหะ ๔ สนธิ ๓ วัฏฏะ ๓ อาการ ๒๐  มูล ๒]

 

(๓) กำหนดรู้ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ คือ การรู้แจ้งในสภาวะที่ปลอดจากกิเลสทั้งปวงและกองทุกข์ ที่เกิดจากผลแห่งการเจริญอริยมรรคทั้ง ๔ ประการ คือ “มรรค ๔” ที่ประกอบด้วยองค์มรรคทั้ง ๘ ประการ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ “ผลแห่งมัคคญาณ” [ผล ๔] ในข้อนี้ “ญาณทัสสนะ” หมายถึง “ผลญาณ” กับ “ปัจจเวกขณญาณ” ซึ่งทำให้เกิด “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ในข้อ ๓ “อาสวักขยญาณ” หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึงนัยสำคัญของ คำว่า “อริยผล ๔–ผลญาณ ๔” (ข้อ ๑๕ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ = ผล ๔) หมายถึง ญาณในอริยผลแห่ง “นิโรธ” อันเป็นธรรมที่ละเอียดประณีต ซึ่งมีนัยถึง “ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น” นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลในชั้นนั้นๆ “ผล ๔–ผลญาณ” เป็นองค์ความรู้ระดับ “ภาวนามยปัญญา” ที่เกิดขึ้นควบกับ “มัคคญาณ” ในแต่ละขั้น ทำให้เกิด “สามัญญผล” คือ ผลของความเป็นสมณะ ผลแห่งการบำเพ็ญ “สมณธรรม” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละ “กิเลสสังโยชน์” ได้ด้วย “มรรค ๔–อริยมรรค ๔” และเป็น “ธรรมารมณ์” อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อ “กิเลสสังโยชน์” สิ้นไปด้วยพลังอำนาจแห่ง “มรรค ๔–อริยมรรค ๔” นั้นๆ ผู้ที่บรรลุอริยผลทั้ง ๔ เรียกว่า “อริยบุคคล ๔” ได้แก่ (๑) “โสดาบัน–ผู้ถึงกระแส” คือ ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว (๒) “สกทาคามี–ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว” คือ ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว (๓) “อนาคามี–ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” คือ ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว (๔) “อรหันต์–ผู้ควร–ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว” คือ ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว  ดังรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไปนี้ (๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย หลังจากได้บรรลุซึ่ง “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” (๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย หลังจากได้บรรลุซึ่ง “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น กับทำ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] นั่นคือ “ติด–โกรธ–หลง” ให้เบาบางลง (๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย หลังจากได้บรรลุซึ่ง “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นผลของเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และ (๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย หลังจากได้บรรลุซึ่ง “อรหัตตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” ฉะนั้น ในอันดับถัดไปจึงเป็นการเกิด “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) ซึ่งเป็นโลกุตตรปัญญา หลังจาก “ปัจจเวกขณญาณ” [ญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ] ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” [อาการ ๑๒] ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิญาณตนว่า ได้บรรลุสำเร็จถึง “ความตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” [นิพพาน = อรหัตตวิมุตติผล ซึ่งเป็น “สัมมาวิมุตติ”] เพราะฉะนั้น วิปัสสนาปัญญาแห่ง “อาสวักขยญาณ” ได้เกิดขึ้นในปัจฉิมยามราตรีคืนตรัสรู้ เป็นการดับกิเลสทั้งปวงและกองทุกข์ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” อย่างยั่งยืนตลอดไป

 

 (๔) กำหนดรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ คือ การรู้แนวทางแห่งการปฏิบัติยิ่งอันนำไปสู่การหลุดพ้นหรือการดับกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ หรือปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ที่เรียกว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” ที่ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” แต่โดยนัยของข้อนี้ คือ “มรรค ๔–มัคคญาณ” ซึ่งตรงกับข้อ “ญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ [รูปาวจรกุศลจตุตถฌานจิต–สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนา] คือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔” หรือ “มรรคญาณ” อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้นๆ ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือ “ไตรสิกขา” หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ดังรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไปนี้ (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” (๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น  กับทำ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] นั่นคือ “ติด–โกรธ–หลง” ให้เบาบางลง (๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” (๔) “อรหัตตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา”

 

กล่าวโดยสรุป เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเจริญสมถภาวนาจนถึง “จตุตถฌาน” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ คือ (๑) “ตัตรมัชฌัตตตาแห่งอุเบกขา” กับ (๒) “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” จนกระทั่งจิตปราศจากนิวรณ์ คือ จิตเป็น “จิตประภัสสร” หมายถึง ภาวะจิตที่ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ซึ่งกลายเป็น “สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนาแห่งญาณทัสสนะ” อันเป็นสมุฏฐานสำคัญแห่งการเกิด “ญาณในวิปัสสนา” ต่างๆ ที่เห็นพิจารณาเห็นสภาวธรรมตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า มีปรีชาหยั่งรู้ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานจนเกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ที่ประกอบด้วย (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘ (๔) อินทรีย์ ๒๒ (๔) อริยสัจจ์ ๔ (๕) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (๖) ปฏิจจสมุปปันนธรรม นั่นคือ องค์ประกอบใน “ภวจักร” ทั้ง ๖ ประการ ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป–สังคหะ ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎแห่งกรรมของสัตว์–กัมมัสสกตาญาณ” นอกจากนี้ ยังหมายถึง “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” อันเกี่ยวเนื่องในการกำจัด “กิเลสตัณหาแห่งนามรูป” [อุปาทานขันธ์] ที่เรียกว่า “สังขารทั้งหลาย” นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือเรียกอีกอย่างว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” คำว่า “วุฏฐาน” คือ ออกไปได้จากสิ่งที่ยึดติดถือมั่น หรือออกไปพ้นจากสังขารทั้งหลาย ส่วนคำว่า “คามินีปฏิปทา” คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความหลุดพ้นจากความยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ได้แก่ รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ ฉะนั้น “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” คือ วิปัสสนาที่ให้ถึงมรรค หรือ วิปัสสนาที่เจริญแก่กล้าถึงจุดสุดยอดทำให้เข้าถึงมรรค ด้วยการกำจัดสังขารทั้งหลายแห่งนามรูป แปลตามภาษาชาวบ้าน คือ “การทุบขันธ์ ๕–การระเบิดขันธ์ ๕” ด้วยการเจริญวิปัสสนาด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” [ิปัสสนาญาณ ๑๐ โดยนับรวมเอา “สัมมสนญาณ” เป็นญาณที่ ๑ ตามด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙”] ฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติได้บรรลุรู้แจ้งแทงตลอดใน “ฌานสมาบัติแห่งรูปฌาน ๔” ดีพร้อมด้วยความชำนาญคล่องแคล่วแห่ง “วสี ๕” [นั่นคือ (๑) “อาวัชชนวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ตรวจองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว (๒) “สมาปัชชนวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่เข้าฌานได้รวดเร็วทันที (๓) “อธิฏฐานวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะรักษาไว้มิให้ฌานจิตต์นั้นตกภวังค์ (๔) “วุฏฐานวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการจะออกจากฌานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ (๕) “ปัจจเวกขณวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาทบทวนองค์ฌาน] จนปฏิเวธเข้าถึง “จตุตถฌาน” เป็นนิตย์ และสหรคตประชุมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” จนเกิดความชำนาญเช่นกัน เรียกว่า “มัคคสมังคี” ผู้ถึงพร้อมด้วยองค์มรรคอันประเสริฐทั้ง ๘ ประการ หรือเรียกว่า “ภาวิตัตต์” ผู้ถึงพร้อมด้วยการมีตนอันได้พัฒนาดีแล้วด้วย “ภาวนา ๔–ภาวิต ๔” นั่นคือ “ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา” ซึ่งหมายถึง ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญา แล้ว [ไตรสิกขาวิสุทธิ] ซึ่งได้กลายเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็น “พระอรหันต์–จตุสัจจพุทธะ” ผู้รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจธรรม ที่มีปรีชาสามารถบรรลุคุณวิเศษบางส่วนใน “อธิคมสมธรรม” ที่เรียกว่า “วิชชา” หมายถึง “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ–ปัญญาคมชัด” [จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–อาโลโก = ยถาภูตญาณทัสสนญาณ คือ ปรีชาปัญญาอันหยั่งรู้ด้วยญาณตามที่เป็นจริงเพราะถึงพร้อมด้วยคุณชาติแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ นั่นคือ การเจริญธรรมในจนลุถึงปัญญาในฌานสมาบัติด้วยอำนาจแห่งพลังสมาธิ = เจโตวิมุตติ และปัญญาวิปัสสนาด้วยอำนาจแห่งพลังปัญญาญาณ = ปัญญาวิมุตติ] ได้แก่ วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ วิปัสสนาญาณ ๙ และ มโนมยิทธิ ๑

 

ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น การคาดหวังล่วงหน้าว่าจะได้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ ชนิดรู้แจ้งแทงตลอดในทุกเรื่องและในเวลาอันรวดเร็วนั้น จึงเป็นการสรุปคำตอบรวดเร็วเกินไป อาจเป็นต้นเหตุแห่งความประมาทในธรรมก็ได้ คือ “ประมาทปัญญา” หมายถึง ไม่ได้ใช้ปัญญาให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะความประมาท ไม่สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ อย่างแท้จริง เลยทำให้ละเลยความใส่ใจอย่างจริงจัง คือ กลายเป็นความหมั่นเพียรที่ขาดสติและตั้งมั่นใจที่ผิด ได้แก่ “มิจฉาวายามะ–มิจฉาสติ–มิจฉาสมาธิ” แทนที่จะเป็นเรื่อง “ปญฺญํ นปฺปมชฺเชยฺย” หมายถึง “ไม่พึงประมาทปัญญา” คือ การไม่ละเลยการใช้ปัญญาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะ การเจริญให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมอันเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าในอริยมรรค ดังนี้

(๑) “กัลยาณมิตตตา” ความมีกัลยาณมิตร มีมิตรดี คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี นั่นคือ ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร  

(๒) “สีลสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยศีล การทำศีลให้ถึงพร้อม ตั้งตนอยู่ในวินัย และมีความประพฤติทั่วไปดีงาม ไม่ก่อความเดือดร้อน หรือทำวิปฏิสารประกอบอเนสนา [การใช้ “ดิรัจฉานวิชา” โดยทำตนเป็นเจ้าสำนักลัทธิเดียรถีย์] หลอกเขาเลี้ยงชีพ นั่นคือ การปิดกั้น “บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น” หมายถึง “อกุศลมูล ๓” คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” และกิเลสที่ตั้งอยู่ในจิตตุปบาทเดียวกันกับ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” นั้น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วย โลภะ โทสะ โมหะนั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีโลภะ โทสะ โมหะนั้นเป็นสมุฏฐานแห่งสภาวธรรมเหล่านี้

(๓) “ฉันทสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ การทำฉันทะให้ถึงพร้อม ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ฉันทะ” หมายถึง ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำความฉลาด ความพอใจในธรรม กับ (๒) “ทำฉันทะนี้ให้เกิด” หมายถึง ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดยิ่ง  

(๔) “อัตตสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา [ที่จะเป็น “ภาวิตัตต์” คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว]  ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ กับ (๒) “ปรารภความเพียร” หมายถึง ย่อมปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งความเพียร

(๕) “ทิฏฐิสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย หมั่นเจริญปัญญาด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” กล่าวโดยย่อ คือ มีปัญญาในการพิจารณาเห็นบรรดาธรรมต่อไปนี้ ได้แก่ (๑) “อัปปมาทะ” ความไม่ประมาท (๒) “วิริยารัมภะ” การปรารภความเพียร ทำความเพียรมุ่งมั่น (๓) “อัปปิจฉตา” ความมักน้อย ไม่เห็นแก่ได้ (๔) “สันตุฏฐี” ความสันโดษ (๕) “สัมปชัญญะ” ความรู้ตัว สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา (๖) “กุสลธัมมานุโยค” การหมั่นประกอบกุศลธรรม (๗) “สีลสัมปทา” ความถึงพร้อมแห่งศีล (๘) “ฉันทสัมปทา” ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ (๙) “อัตตสัมปทา” ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว (๑๐) “ทิฏฐิสัมปทา” ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ และ (๑๑) “อัปปมาทสัมปทา” ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ  

(๖) “อัปปมาทสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท การทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม นั่นคือ หมั่นเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ประการ อย่างสืบเนืองเป็นนิตย์ ที่เรียกว่า “อินทรียสังวร–สติสังวร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความพยายาม” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ กับ (๒) “พยายาม” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความพยายามนี้

(๗) “โยนิโสมนสิการสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้  ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ กับ (๒) “ทำความเพียร” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความเพียรนี้

 

ฉะนั้น การวางพื้นฐานในการพัฒนาตนให้ถูกต้องตามแนวทางอริยมรรคนั้น คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมเป็นผู้เดินทางไม่ผิดทิศทาง ที่เรียกว่า “มัคคสมังคีแห่งมัชฌิมาปฏิปทา” เมื่อจะพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในตนและภายนอกตน ย่อมพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงได้เสมอ คือ เป็นไปตามหลักธรรมแห่งธรรมชาติที่แท้จริง และย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมไพบูลย์ด้วยคุณวิเศษ คือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา-อาโลโก” อันเกิดจากจิตที่สหรคตด้วย “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ไม่ว่าเมื่อใดที่เจริญปัญญาด้วย “โยนิโสมนสิการ” อันเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เพราะฉะนั้น การบรรลุถึงความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษแห่ง “วิชชา ๓” นั้น ย่อมเกิดขึ้นได้กับผู้ถึงพร้อมด้วย “มัคคสมังคีแห่งมัชฌิมาปฏิปทา” ที่พร้อมจะอยู่ในภูมิแห่งโลกุตตรปัญญา ผู้อยู่ในอารมณ์แห่งพระอรหันต์  และประการสำคัญ “อย่านำองค์ความรู้แห่งความรู้แจ้งดังกล่าวนี้ไปประกอบอเนสนาเลี้ยงชีพเพื่อหลอกผู้อื่น” ดังหลายๆ คนที่ได้บรรลุถึงธรรมวิเศษดังกล่าวนี้แล้ว “ประมาทปัญญา” จนได้ถึง “เสียธรรม” กับผู้เป็นมิตรเทียม คือ “คบคนชั่วเป็นมิตร” ด้วยเหตุนี้ “ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ” จึงเห็นหัวใจแก่นแท้แห่งการปฏิบัติธรรมที่ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด.

 

 

 

Visitor Number:
4806398