๒๗. โภชเนมัตตัญญุตาแห่งอาหาร

         Nutriment with the Moderation in Eating

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  2136

 ความสำคัญของบทความ

 

ในคำกล่าวว่า “ธรรมชาติทั้งหลายเป็นครู” นั้น เป็นวาทะที่ถูกต้องไม่ผิดในการปฏิบัติธรรม เพราะการเห็นแจ้งในธรรมชาติได้ ย่อมเกิดจาก “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม” ตามหลักปฏิจจสมุปบาท คือ “กฎธรรมชาติ” นอกจากนั้น ย่อมเกิดปัญญาคมชัดในการเข้าใจถึง “ธรรมชาตินามรูปโดยไตรลักษณ์” แล้วหวนกลับมาพิจารณาถึงสภาพแวดล้อม “ธรรม–สภาวธรรม–ปรากฏการณ์” โดยนัยหมายถึง “ปรมัตถสัจจะ” ด้วยสำคัญใน “ธรรมตามสภาพสูงสุด–ปัญญาวิมุตติ” ที่น้อมนำให้เกิด “จิตตามสภาพสูงสุด–เจโตวิมุตติ” อันเกิดจากการเป็น “ผู้มีสมาธิ–ผู้ไม่หวั่นไหว–ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน” ซึ่งมีรากฐานสำคัญจาก “อธิจิตต์” ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ ได้แก่ “สัมมาวายามะ” ด้วยการเจริญสัมมัปปธาน ๔ (๒) “สัมมาสติ” ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ (๓) “สัมมาสมาธิ” ด้วยการเจริญฌาน ๔ ในขั้นนี้ เรียกว่า “จิตปราศจากนิวรณ์” คือ ไม่มี กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา อวิชชา อรติ และ อกุศลธรรมทั้งปวง ฉะนั้น ในการพิจารณาสภาวธรรมในกรรมฐาน จึงเป็นความถูกต้อง ไม่เกิดวิปลาส ไม่ว่าจะเป็น สัญญาวิปลาส จิตตวิปลาส หรือ ทิฏฐิวิปลาส ก็ตาม กล่าวคือ ได้กลายเป็นบุคคลที่เข้าใจธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งได้ง่าย รู้เร็ว รู้วิธีกำจัดสิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ที่จะกลายเป็นอุปสรรคในภายภาคหน้าในการปฏิบัติธรรม คือ “รู้จักประมาณตน” โดยดำเนินชีวิตตามคลองธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” นั่นคือ เกิดความเข้าใจเรื่องการบริโภคอาหารอันเป็น “คำข้าว” ว่ามีความหมายที่สำคัญลึกซึ้งต่อชีวิตและร่างกายอย่างไร คือ รู้จักประมาณในการกินอันเป็นสารประโยชน์ต่อตนเอง คือ “โภชเนมัตตัญญุตา” จนพิจารณาเห็น “คำข้าวทำให้เกิดราคะในกามคุณทั้ง ๕” อันนำไปสู่ “ความยึดมั่นแห่งอุปาทาน ๔” อย่างเช่น “ตัณหาปณิธิ–วิปลาสนิมิต–อัตตภินิเวส” ซึ่งธรรมเหล่านี้ จะถูกกำจัดให้สิ้นไปได้ด้วยความเข้าใจใน “ธรรมชาตินามรูปโดยไตรลักษณ์” เมื่อกรรมฐานเจริญและก้าวหน้าขึ้นไปสู่ภูมิแห่งโลกุตตระ “อริยมรรค ๔–มัคคญาณ” พร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” เมื่อนั้น ย่อมเป็นผู้มีปรีชาสามารถเข้าถึง “ภูมิแห่งอริยสัจจ์ ๔” ได้เช่นกัน ไม่ได้เข้าใจในธรรมที่แยกออกเป็นอิสระจากธรรมอื่นๆ ทั้งหลาย มองเห็นธรรมทั้งหลายเป็นแบบองค์รวมด้วยทำ “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออก พิเคราะห์ดูด้วยปัญญา ที่คิดเป็นระเบียบ และโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย อย่างเช่นเข้าใจ “กวฬิงการาหาร” หมายถึง “อาหารคือคำข้าว” ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” ที่เกิดจากเบญจกามคุณได้ด้วย จึงน้อมนำข้อธรรม “โภชเนมัตตัญญุตา” มาใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อชีวิตร่างกายด้วยธรรม.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๗ ประจำปี ๒๕๕๘ – โภชเนมัตตัญญุตาแห่งอาหาร

 

ธรรมเครื่องแสดงสภาวะแห่งกองชีวิตนั้น คือ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” [Five Aggregates] และมักนิยมเรียกว่า “นามรูป” [นามกาย–รูปกาย] หรือ “สังขารทั้งหลาย” ในการอธิบายภาวะจิตหรือสภาวธรรมทั้งหลายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ซึ่งหมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ทั้ง ๕ หมวด ที่ประชุมกันเข้าเป็น “หน่วยรวม” [United Unit] ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา–เขา เป็นต้น หรือส่วนประกอบ ๕ อย่าง ที่รวมเข้าเป็นชีวิต ฉะนั้น ในการเจริญภาวนานั้น คือ การพิจารณาการเกิด การตั้งอยู่ การดับเสื่อมไป ของ “นามรูปแห่งขันธ์ทั้ง ๕” นี้เอง แต่โดยนัยแล้ว ให้พิจารณาไตร่ตรองให้เห็น “สามัญลักษณะแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์” หรือเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความตั้งมั่นถูกต้องแห่งธรรม ที่หมายถึง “ธรรมฐิติ” หรือ “ธรรมนิยาม ๓” ด้วยกระบวนการคิดที่รู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเป็นความจริงที่ปรากฏในธรรมชาติตาม “กำหนดธรรมดา–กฎธรรมชาติ” นั่นคือ (๑) เมื่อนามรูปเกิดขึ้น ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือ ไม่เที่ยงจริง “อนิจจตา” กล่าวคือ “สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง” (๒) เมื่อนามรูปดำรงตั้งอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นความทุกข์ คือ ความทุกข์จริง “ทุกขตา” และ (๓) เมื่อนามรูปดับเสื่อมไป ย่อมพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน คือ ความไม่ใช่ตัวตนจริง “อนัตตตา” ฉะนั้น จึงพิจารณาถึงอริยสัจจธรรมอันเป็นการลงความเห็นเป็นข้อสรุปแห่งทฤษฎีที่ว่า (๑) “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” ย่อมเป็นนามรูปคือสภาวธรรมที่ก่อตัวขึ้นด้วย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” อันเป็นกองทุกข์แห่งชีวิต ที่เรียกว่า “สงสารทุกข์แห่งภวจักร” (๒) “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” ย่อมเป็นนามรูปคือสภาวธรรมที่ก่อตัวขึ้นด้วย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” อันเป็นกองทุกข์แห่งชีวิต ที่เกิดจาก “อวิชชา” เป็นต้นเหตุของทุกข์ หรือมีรากเหง้ามาจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้แก่ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ประกอบด้วย “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” จนเกิด ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ แล้วตามพร้อมด้วย “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” และ (๓) “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” ย่อมเป็นนามรูปคือสภาวธรรมที่ก่อตัวขึ้นด้วย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” อันเป็นกองทุกข์แห่งชีวิต เป็นสิ่งที่ปรุงแต่ง “สังขตะ–สังขตธรรม” [สังขารทั้งปวง] ที่ประกอบด้วย “สัจจธรรมแห่งชีวิตโดยไตรลักษณ์ ธรรมฐิติ ยถาภูตธรรม หรือธรรมนิยาม” [อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา] อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญาเห็นธรรมแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ได้นั่น ย่อมเกิด “ปัญญาวิปัสสนา–วิปัสสนาญาณ–ญาณในวิปัสสนา” อันเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญยิ่งยวด ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ หมวดที่ ๑ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ [ความรู้แจ้งในขันธ์ ๕ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”] ซึ่งกำหนดรู้ได้ด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” หมวดที่ ๒ คือ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรม [ความรู้แจ้งในสาเหตุแห่งทุกข์ คือ “สงสารทุกข์–สังสารวัฏฏ์”] ซึ่งกำหนดรู้ได้ด้วย “ปัจจยปริคคหญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” และ หมวดที่ ๓ คือ อริยสัจจ์ ๔ [ความรู้แจ้งแห่งการดับทุกข์ คือ “อริยมรรค” = มรรค ๔ กับ มรรคมีองค์ ๘] ซึ่งกำหนดรู้ได้ด้วย “สัมมสนญาณ–วิปัสสนาญาณ ๙–มัคคญาณ–อาสวักขยญาณ” ดังนั้น ให้พิจารณาในเนื้อหาสาระสำคัญของ “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “รูปขันธ์” [Corporeality] กองรูป ส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ นั่นคือ “รูป ๒๘” ได้แก่ (๑) “มหาภูตรูป ๔–ธาตุ ๔” กับ (๒) “อุปาทายรูป ๒๔” ดังนี้

 

 (๑) “มหาภูต ๔–ภูตรูป ๔” หมายถึง รูปใหญ่ รูปต้นเดิม คือ “ธาตุ ๔” ได้แก่ ปฐวี–อาโป–เตโช–และ–วาโย ที่เรียกสามัญว่า “ดิน–น้ำ–ไฟ–ลม” ซึ่งจะใช้ให้สำเร็จประโยชน์ ในการเจริญกรรมฐาน แต่ในความหมายที่แท้จริง [ปรมัตถสัจจะ] ธาตุเหล่านี้เป็น สภาวะพื้นฐานที่มีอยู่ในรูปธรรมทุกอย่าง เช่น ปฐวีธาตุ คือ “ดิน” นั้น มีอยู่ในรูปธรรมตามธรรมชาติ หรือแม้แต่ “อาโปธาตุ” คือ “น้ำ” ก็เป็นสภาวะที่สัมผัสด้วยกายไม่ได้ [เราไม่สามารถรับรู้อาโปธาตุด้วยประสาททั้ง ๕ แต่ธาตุทั้ง ๔ เป็น “สุขุมรูป” ที่รู้ด้วย “มโน”] และ “อาโป” นั้นก็มีอยู่ในรูปธรรมทั่วไป แม้แต่ในก้อนหินแห้ง ในก้อนเหล็กร้อน และในแผ่นพลาสติก ดังนี้เป็นต้น ดังนั้น จึงนิยมจำแนก “ธาตุ ๔” ตามความหมายที่ใช้ในระดับต่างๆ ดังนี้ (๑) เป็นธาตุในความหมายที่แท้โดยลักษณะ [ลักขณะ] (๒) ธาตุในสภาพมีสิ่งประกอบปรุงแต่งที่มนุษย์เข้าถึงเกี่ยวข้องตลอดจนใช้งานใช้การซึ่งถือเป็นธาตุอย่างนั้นๆ ตามลักษณะเด่นที่ปรากฏ [สสัมภาร] (๓) ธาตุในความหมายที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน [นิมิต–อารมณ์] และ (๔) ธาตุในความหมายตามที่สมมติเรียกกัน [สมมติ] ดังต่อไปนี้

 

(๑) ปฐวีธาตุ ๔ อย่าง คือ (๑) “ลักขณปฐวี” ปฐวีโดยลักษณะ ได้แก่ ภาวะแข้นแข็งแผ่ไป เป็นที่ตั้งอาศัยให้ปรากฏตัวของประดารูปที่เกิดร่วม หรือเรียกว่า ปรมัตถปฐวี–กักขฬปฐวี (๒) “สสัมภารปฐวี” ปฐวีโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบภายในกาย เช่น ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง ภายนอกกาย เช่น ทอง–เงิน–เหล็ก–กรวด–หิน–ดิน–ทราย–ศิลา–ภูเขา (๓) “อารัมมณปฐวี” ปฐวีโดยเป็นอารมณ์  คือ “ดินเป็นอารมณ์ในกรรมฐาน” โดยเฉพาะมุ่งเอา “ปฐวีกสิณ” ที่เป็น “ปฏิภาคนิมิต” หรือเรียกว่า นิมิตตปฐวี–กสิณปฐวี  (๔) “สมมติปฐวี” ปฐวีโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ [สมมตติสัจจะ] เช่น ที่นับถือแผ่นดินเป็นเทวดา เรียกว่า แม่พระธรณี หรือเรียกว่า บัญญัติปฐวี

 

(๒) อาโปธาตุ ๔ อย่าง คือ (๑) “ลักขณอาโป” อาโปโดยลักษณะ ได้แก่ ภาวะไหลซ่าน เอิบอาบ ซาบซึม เกาะกุม หรือเรียกว่า ปรมัตถอาโป (๒) “สสัมภารอาโป” อาโปโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบภายในกาย เช่น ดี–เสมหะ–หนอง–เลือด–เหงื่อ ภายนอกกาย เช่น น้ำดื่ม–

น้ำชา–น้ำยา–น้ำผลไม้–น้ำ ฝน–น้ำผึ้ง–น้ำตาล–ห้วยละหาน–แม่น้ำ–คลอง–บึง (๓) “อารัมมณอาโป” อาโปโดยเป็นอารมณ์ คือ “น้ำที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน” หรือเรียกว่า นิมิตตอาโป–กสิณอาโป (๔) “สมมติอาโป” อาโปโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ เช่น   ที่นับถือน้ำเป็นเทวดา เรียกว่า แม่พระคงคา–พระพิรุณ เป็นต้น หรือเรียกว่า บัญญัติอาโป

(๓) เตโชธาตุ ๔ อย่าง คือ (๑) “ลักขณเตโช” เตโชโดยลักษณะ ได้แก่ สภาวะที่ร้อน ความร้อน ภาวะที่แผดเผา สภาวะที่ทำให้ย่อยสลาย หรือเรียกว่า ปรมัตถเตโช (๒) “สสัมภารเตโช” เตโชโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบ ภายในกาย เช่น ไอร้อนของร่างกาย–ไฟที่เผาผลาญย่อยอาหาร–ไฟที่ทำกายให้ทรุดโทรม ภายนอกกาย เช่น ไฟถ่าน–ไฟฟืน–ไฟน้ำมัน –ไฟป่า–ไฟหญ้า–ไฟฟ้า–ไอแดด (๓) “อารัมมณเตโช” เตโชโดยเป็นอารมณ์ คือ “ไฟที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน”  หรือเรียกว่า นิมิตตเตโช–กสิณเตโช (๔) “สมมติเตโช” เตโชโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ เช่น ที่นับถือไฟเป็นเทวดา เรียกว่า แม่พระเพลิง–พระอัคนีเทพ เป็นต้น หรือเรียกว่า บัญญัติเตโช

 

(๔) วาโยธาตุ ๔ อย่าง คือ (๑) “ลักขณวาโย” วาโยโดยลักษณะ ได้แก่ สภาวะที่สั่นไหว ค้ำจุน เคร่งตึง หรือเรียกวา ปรมัตถวาโย (๒) “สสัมภารวาโย” วาโยโดยพร้อมด้วยเครื่องประกอบ ภายในกาย เช่น ลมหายใจ–ลมในท้อง–ลมในไส้–ลมหาว–ลมเรอ ภายนอกกาย เช่น ลมพัด–ลม–ลมสูบยางรถ–ลมเป่าไฟให้โชน–ลมร้อน–ลมหนาว–ลมพายุ–ลมฝน–ลมเหนือ–ลมใต้ (๓) “อารัมมณวาโย” วาโยโดยเป็นอารมณ์ คือ “ลมที่เป็นนิมิตในกรรมฐาน” หรือเรียกว่า นิมิตตวาโย–กสิณวาโย (๔) “สมมติวาโย” วาโยโดยสมมติเรียกกันไปตามที่ตกลงบัญญัติ เช่น ที่นับถือลมเป็นเทวดา เรียกว่า พระมารุต–พระพาย เป็นต้น หรือเรียกว่า บัญญัติวาโย

 

(๒) “อุปาทายรูป ๒๔” [อุปาทารูป ๒๔] หมายถึง รูปอาศัย รูปที่เป็นไปโดยอาศัยมหาภูตทั้ง ๔ รูปที่เกิดสืบเนื่องจากมหาภูต อาการของภูตรูป หรือ คุณและอาการแห่งมหาภูต ดังนี้

(๑) “ประสาท ๕–ปสาทรูป ๕” คือ รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ ได้แก่ จักขุ–ตา โสต–หู ฆานะ–จมูก ชิวหา–ลิ้น กาย–กายสัมผัส มโน–ใจ

(๒) “โคจรรูป ๕–วิสัยรูป ๕” [รูปที่เป็นอารมณ์] คือ รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ [โผฏฐัพพะไม่นับเข้าจำนวน เพราะตรงกับปฐวี เตโช วาโย ซึ่งเป็นมหาภูตรูป]

(๓) “ภาวรูป ๒” คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ได้แก่ อิตถีภาวะ–ความเป็นหญิง และ ปุริสภาวะ–ความเป็นชาย

(๔) “หทัยรูป ๑” คือ รูปคือหทัย ได้แก่ หทัยวัตถุ–หัวใจ

(๕) “ชีวิตรูป ๑” คือ รูปที่เป็นชีวิต ได้แก่ ชีวิตินทรีย์–ภาวะที่รักษารูปให้เป็นอยู่

(๖) “อาหารรูป ๑” คือ รูปคืออาหาร ได้แก่ กวฬิงการาหาร–อาหารที่กินเกิดเป็นโอชาหรือคำข้าว

(๗) “ปริจเฉทรูป ๑” คือ รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่ อากาศธาตุ–ช่องว่าง

(๘) “วิญญัติรูป ๒” คือ รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย ได้แก่ กายวิญญัติ–เคลื่อนไหวกายให้รู้ความ วจีวิญญัติ–เคลื่อนไหววาจาให้รู้ความ คือพูด

(๙) “วิการรูป ๕” คือ อาการดัดแปลงต่างๆ รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่ ลหุตา–ความเบา มุทุตา–ความอ่อน กัมมัญญตา–ความควรแก่งาน [อีก ๒ คือ วิญญัติรูป ๒ นั่นเอง ไม่นับอีก]

(๑๐) “ลักขณรูป ๔” คือ รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่ อุปจยะ–ความเติบขึ้นได้ สันตติ–สืบต่อได้ ชรตา–ทรุดโทรมได้ อนิจจตา–ความสลายไม่ยั่งยืน [นับโคจรรูปเพียง ๔ วิการรูปเพียง ๓ จึงได้ ๒๔]

 

(๒) “เวทนาขันธ์” [Feeling] กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ แต่อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึง “เวทนา ๒–เวทนา ๓–เวทนา ๕–เวทนา ๖” ดังนี้

 

“เวทนา ๒” หมายถึง การเสวยอารมณ์ ได้แก่

(๑) “กายิกเวทนา” (เวทนาทางกาย

(๒) “เจตสิกเวทนา” (เวทนาทางใจ  

 

“เวทนา ๓” หมายถึง การเสวยอารมณ์ ความรู้สึกรสของอารมณ์ ได้แก่

(๑) “สุขเวทนา” ความรู้สึกสุข สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม  

(๒) “ทุกขเวทนา” ความรู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม  

(๓) “อทุกขมสุขเวทนา” ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ เรียกอีกอย่างว่า “อุเบกขาเวทนา”  

 

“เวทนา ๕” หมายถึง การเสวยอารมณ์ เรียกเต็มมี “อินทรีย์” ต่อท้ายทุกคำ จัดอยู่ใน “อินทรีย์ ๒๒” ได้แก่

(๑) “สุข” ความสุข ความสบายทางกาย

(๒) “ทุกข์” ความทุกข์ ความไม่สบาย เจ็บปวดทางกาย

(๓) “โสมนัส” ความแช่มชื่นสบายใจ สุขใจ

(๔) “โทมนัส” ความเสียใจ ทุกข์ใจ

(๕) “อุเบกขา” ความรู้สึกเฉยๆ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อทุกขมสุขเวทนา”

 

“เวทนา ๖” หมายถึง การเสวยอารมณ์ โดยให้พิจารณารวมถึง “สัมผัส ๖–ผัสสะ ๖” ได้แก่

(๑) “จักขุสัมผัสสชาเวทนา” เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา  

(๒) “โสตสัมผัสสชาเวทนา” เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู  

(๓) “ฆานสัมผัสสชาเวทนา” เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก  

(๔) “ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา” เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น  

(๕) “กายสัมผัสสชาเวทนา” เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย  

(๖) “มโนสัมผัสสชาเวทนา” เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ  

 

“สัมผัส ๖–ผัสสะ ๖” [Contact] หมายถึง ความกระทบ ความประจวบกันแห่ง (๑) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖ (๒) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ [ซึ่งเรียกรวมว่า “อายตนะ ๑๒”] และ (๓) วิญญาณ ๖ ได้แก่

(๑) “จักขุสัมผัส” ความกระทบทางตา คือ “ตา + รูป + จักขุวิญญาณ”  

(๒) “โสตสัมผัส” ความกระทบทางหู คือ “หู + เสียง + โสตวิญญาณ”  

(๓) “ฆานสัมผัส” ความกระทบทางจมูก คือ “จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ”  

(๔) “ชิวหาสัมผัส” ความกระทบทางลิ้น คือ “ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ”

(๕) “กายสัมผัส” ความกระทบทางกาย คือ “กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ”  

(๖) “มโนสัมผัส” ความกระทบทางใจ คือ “ใจ + ธรรมารมณ์ + มโนวิญญาณ”  

 

(๓) “สัญญาขันธ์” [Perception] กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น นั่นคือ “สัญญา ๖” ดังนี้

 

“สัญญา ๖” หมายถึง ความกำหนดได้หมายรู้ ความหมายรู้อารมณ์ ความจำได้หมายรู้ ได้แก่

(๑) “รูปสัญญา” ความหมายรู้รูป เช่นว่า ดำ แดง เขียว ขาว เป็นต้น

(๒) “สัททสัญญา” ความหมายรู้เสียง เช่นว่า ดัง เบา ทุ้ม แหลม เป็นต้น

(๓) “คันธสัญญา” ความหมายรู้กลิ่น เช่นว่า หอม เหม็น เป็นต้น

(๔) “รสสัญญา” ความหมายรู้รส เช่นว่า หวาน เปรี้ยว ขม เค็ม เป็นต้น

(๕) “โผฏฐัพพสัญญา” ความหมายรู้สัมผัสทางกาย เช่นว่า อ่อน แข็ง หยาบ ละเอียด ร้อน เย็นเป็นต้น

(๖) “ธัมมสัญญา” ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า งาม น่าเกลียด เที่ยง ไม่เที่ยง เป็นต้น

 

 (๔) “สังขารขันธ์” [Mental Formations] กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต ที่เรียกว่า “สังขาร ๓” กับ “อภิสังขาร ๓” ดังนี้

“สังขาร ๓” [Formation] หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง สังขารในหมวดนี้ มักมาในเรื่องที่เกี่ยวกับ “สัญญาเวทยิตนิโรธ” ว่าผู้เข้านิโรธสมาบัตินี้ วจีสังขาร กายสังขาร และจิตตสังขาร ดับไปตามลำดับ ได้แก่

(๑) “กายสังขาร” สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้าออก

(๒) “วจีสังขาร” สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร

(๓) “จิตตสังขาร” สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา

 

“สังขาร ๓” [Volition] หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำ สัญเจตนาหรือเจตนาที่แต่งกรรมสังขารในหมวดนี้ ได้ในความหมายของคำว่า “สังขาร” ในปฏิจจสมุปบาท ได้แก่

(๑) “กายสังขาร” สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ กายสัญเจตนา คือ ความจงใจทางกาย

(๒) “วจีสังขาร” สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วจีสัญเจตนา คือ ความจงใจทางวาจา

(๓) “จิตตสังขาร–มโนสังขาร” สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่ มโนสัญเจตนา คือ ความจงใจทางใจ

 

“อภิสังขาร ๓” [Volitional Formation] หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม อภิสังขารนี้ เป็นความหมายของสังขารในหลักปฏิจจสมุปบาท ได้แก่

(๑) “ปุญญาภิสังขาร” อภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร

(๒) “อปุญญาภิสังขาร” อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่วได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย  

(๓) “อาเนญชาภิสังขาร” อภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร 4 หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน  

 

“เจตนา ๖–สัญเจตนา ๖ หมวด” [Volition] หมายถึง ความจงใจ ความตั้งใจ ความจำนง ความแสวงหาอารมณ์ เรียกเต็มตามศัพท์ว่า”เจตนากาย–สัญเจตนากาย ๖” ได้แก่

(๑) “รูปสัญเจตนา” ความจำนงรูป

(๒) “สัททสัญเจตนา” ความจำนงเสียง

(๓) “คันธสัญเจตนา” ความจำนงกลิ่น

(๔) “รสสัญเจตนา” ความจำนงรส

(๕) “โผฏฐัพพสัญเจตนา” ความจำนงโผฏฐัพพะ

(๖) “ธัมมสัญเจตนา” ความจำนงธรรมารมณ์  

 

(๕) “วิญญาณขันธ์” [Consciousness] กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สึกกายสัมผัส และ รู้ความนึกคิด ที่เรียกว่า “วิญญาณ ๖” ดังนี้

 

“วิญญาณ ๖” หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ ได้แก่

(๑) “จักขุวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางตา คือ รู้รูปด้วยตา–เห็น

(๒) “โสตวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางหู คือ รู้เสียงด้วยหู–ได้ยิน

(๓) “ฆานวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางจมูก คือ รู้กลิ่นด้วยจมูก–ได้กลิ่น

(๔) “ชิวหาวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางลิ้น คือ รู้รสด้วยลิ้น– รู้รส

(๕) “กายวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางกาย คือ รู้โผฏฐัพพะด้วยกาย–รู้สึกกายสัมผัส

(๖) “มโนวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางใจ คือ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ–รู้ความนึกคิด  

 

นอกจากนี้ “วิญญาณขันธ์” ยังรวมถึง “จิต ๘๙” [เวทนาขันธ์–สัญญาขันธ์–สังขารขันธ์ = กองเจตสิก–เจตสิก ๕๒ คือ ลักษณะอาการของจิต] โดยจำแนกจิตออกตามภูมิประเภทเป็น ๔ ภูมิ ดังนี้

(๑) กามาวจรจิต ๕๔ [ศีล–อธิสีลสิกขา]

(๒) รูปาวจรจิต ๑๕ [สมาธิ–อธิจิตตสิกขา]

(๓) อรูปาวจรจิต ๑๒  [สมาธิ–อธิจิตตสิกขา]

(๔) โลกุตตรจิต ๘ [ปัญญา–อธิปัญญาสิกขา]

 

เพราะฉะนั้น เพื่อให้เกิดความรู้ชัดแจ้งในส่วนที่เป็น “นามธรรม–นามขันธ์” เกี่ยวกับ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” อย่างละเอียดลึกซึ้ง จึงควรทำความเข้าใจและจดจำรายละเอียดเนื้อหาส่วนที่เป็น “จิต ๘๙” กับ “เจตสิก ๕๒” ทั้งหมดด้วย ซึ่งหมายถึง “วิญญาณขันธ์” ดูรายละเอียดในพจนานุกรมพุทธศาสตร์

 

ให้ทบทวนเนื้อหาสาระสำคัญของ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” โดยแยกพิจารณาให้เห็น “ธรรม ๒” คือ (๑) “รูปธรรม” ซึ่งหมายถึง ธรรมที่เกี่ยวข้องกับ “ร่างกาย–รูปร่าง–หน้าตา–ทรวดทรง–สรีระทางกายภาค” นั่นคือ “รูป ๒๔” ได้แก่ “มหาภูต ๔” กับ “อุปาทายรูป ๒๔” และ (๒) “นามธรรม” ซึ่งหมายถึง ธรรมที่เกี่ยวข้องกับ “จิตใจ–นิสัยใจคอ–อุปนิสัย–พื้นจิต–จิตตสันดาน–จิตวิญญาณ”ได้แก่ “จิต ๘๙” กับ “เจตสิก ๕๒” ให้หวนนึกคิดถึงการปรากฏจริงของหน่วยรวมแห่งชีวิต คือ “ตัวตนของตนเอง” ซึ่งหมายถึง “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” นี้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำว่า “เกิด–ตั้งอยู่–เสื่อม–ดับไป” ไม่ว่าจะความจริงทั้งทางฝ่ายรูปธรรมหรือนามธรรม เพื่อให้เข้าถึงการรู้แจงแทงตลอดใน “สังขาร–สังขารธรรม” หรือเรียกอีกอย่างว่า “สังขตะ–สังขตธรรม” คือ ความเข้าใจถูกต้องถึงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เป็นจริงตามสภาพแห่งธรรมชาติ แต่กระบวนการคิดดังกล่าวนี้ เป็น “ความนึกคิดในใจ–ธรรมารมณ์–จิตภาพ” คือ ลักษณะทั่วไปของจิตที่แสดงให้เห็นเด่นชัด หรือวิสัยสามารถของจิตที่เกิดตามสภาพจริง นั่นคือ “การเห็นแจ้งในนามรูปโดยไตรลักษณ์” ซึ่งเป็น “การเห็นสามัญลักษณะ–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม” ด้วยข้อสรุปทั่วไปที่ว่า

 

(๑) “สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง” ด้วยการพิจารณาสภาวธรรมด้วย “อนิจจานุปัสสนา” เพื่อถอน “วิปัลลาสนิมิต” ความยึดมั่นในสิ่งทั้งหลายที่เป็นมารยาในโลกธรรม ความนึกคิดที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง คือ “ทิฏฐิ ๒” หมายถึง ความเห็นผิด ได้แก่ “สัสสตทิฏฐิ” ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป กับ “อุจเฉททิฏฐิ” ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป กล่าวโดยย่อ คือ “อวิชชา–อวิชชา ๘” ความไม่รู้จริง ได้แก่ (๑)ไม่รู้ในทุกข์ (๒) ไม่รู้ในทุกขสมุทัย (๓) ไม่รู้ในทุกขนิโรธ (๔) ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (๕) ไม่รู้ในส่วนอดีต (๖) ไม่รู้ในส่วนอนาคต (๗) ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต (๘) ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา 

 

(๒) “สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์” ด้วยการพิจารณาสภาวธรรมด้วย “ทุกขานุปัสสนา”  เพื่อถอน “ตัณหาปณิธิ” ความยึดมั่นในการตั้งความปรารถนาในความทะยานอยากที่ประกอบด้วย “ตัณหา ๓” ได้แก่ (๑) “กามตัณหา” ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕ (๒) “ภวตัณหา” ความทะยานอยากในภพ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ (๓) “วิภวตัณหา” ความทะยานอยากในวิภพ ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตน จากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ  

 

(๓) “ธรรมทั้งปวงล้วน ไม่ใช่ตัวตน” ด้วยการพิจารณาสภาวธรรมด้วย “อนัตตานุปัสสนา” เพื่อถอน “อัตตาภินิเวส” ความยึดมั่นในความว่ามีตัวตน ความเห็นว่าอัตตาและโลกจักมีอยู่คงอยู่เที่ยงแท้ตลอดไป นั่นคือ “อุปาทาน ๔” หมายถึง ความยึดมั่น ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ได้แก่ (๑) “กามุปาทาน” ความยึดมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่ น่าพอใจ (๒) “ทิฏฐุปาทาน” ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ (๓) “สีลัพพตุปาทาน” ความยึดมั่นในศีลและพรต คือ ถือว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หลักความประพฤติ ข้อปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิ พิธีต่างๆ ถือว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยสักว่าทำสืบๆ กันมา หรือ ปฏิบัติตามๆ กันไปอย่างงมงาย หรือโดยนิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ มิได้เป็นไปด้วยความรู้ความเข้าใจตามหลักความสัมพันธ์แห่งเหตุและผล (๔) “อัตตวาทุปาทาน” ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ  

 

ฉะนั้น ความไม่เข้าใจอย่างถูกต้องใน  “การเห็นสามัญลักษณะ–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม” นั้น ย่อมทำให้เกิดความยึดมั่นใน “ที่สุด ๒ อย่าง–อันตา ๒” หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่ (๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่เข้าใจใน “ลักขณรูป ๔” หมายถึง รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด “รูปัสสะ” คือการสัมผัสในรูปธรรมทั้งหลาย ได้แก่ 

(๑) “อุปจยะ” ความก่อตัวหรือเติบขึ้น

(๒) “สันตติ” ความสืบต่อ

(๓) “ชรตา” ความทรุดโทรม

(๔) “อนิจจตา” ความปรวนแปรแตกสลาย  

 

ในข้อนี้รวมทั้งฝ่ายนามธรรมด้วย [ให้พิจารณาใน “วิญญาณกิจ ๑๔” หรือ “ภวังคจิต” หมายถึง จิตที่เป็นองค์แห่งภพ ตามหลักอภิธรรมว่า จิตที่เป็นพื้นอยู่ระหว่าง “ปฏิสนธิ” กับ “จุติ” คือ ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย คือ รักษาจิตตามสภาพดั้งเดิมในเวลาที่มิได้เสวยอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ ด้วยวิญญาณที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นๆ [ทวาร ๖–อินทรีย์ ๖–วิญญาณ ๖] ได้แก่ จักขุทวาร ๑ โสตทวาร ๑ ฆานทวาร ๑ ชิวหาทวาร ๑ กายทวาร ๑ มโนทวาร ๑ แต่เมื่อใดมีการรับรู้อารมณ์ คือ “เวทนา ๖–ผัสสะ ๖” ได้แก่ เกิดการเห็นด้วยตา ๑ เกิดการได้ยินด้วยหู ๑ เกิดการได้กลิ่นด้วยจมูก ๑ เกิดการรู้รสด้วยลิ้น ๑ เกิดการรู้สึกกายสัมผัสด้วยกาย ๑ เกิดการรู้ความนึกคิดด้วยใจ ๑ ก็เกิดเป็น “วิถีจิต” ขึ้นแทน “ภวังคจิต” เมื่อ “วิถีจิต” ดับไป คือ “ตกภวังค์” ก็เกิดเป็น “ภวังคจิต” ขึ้นอย่างเดิม [ซึ่งมีภาวะความแปรปรวนในลักษณะ ๔ ประการ เช่นกัน ได้แก่ (๑) “อุปจยะ” ความก่อตัวหรือเติบขึ้น (๒) “สันตติ” ความสืบต่อ (๓) “ชรตา” ความทรุดโทรม (๔) “อนิจจตา” ความปรวนแปรแตกสลาย นั่นคือ “ภวังคจิต–วิถีจิต–ตกภวังค์” เกิดสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ] ฉะนั้น “ภวังคจิต” นี้ คือ “มโน–มโนธาตุ” ที่เป็นอายตนะที่ ๖ แห่งวิญญาณ [ในอินทรีย์ ๖] หรือ “มโนทวาร” อันเป็นวิบากจิต เป็นอัพยากฤตจิต ซึ่งเป็นจิตตามสภาพ [จิตดั้งเดิม–จิตประภัสสร] หรือ ตามปกติของมัน ยังไม่ขึ้นสู่วิถีรับรู้อารมณ์ [เป็นเพียงมโนธาตุ ยังไม่เป็นมโนวิญญาณธาตุ] ฉะนั้น กล่าวโดยสรุป “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นของไม่เที่ยง เป็นของประกอบด้วยทุกข์ และเป็นของไม่ใช่ตัวตน จะยึดมั่นเป็นสรณะที่พึ่งทางจิตใจหรือชีวิตไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่คงที่แน่นอน

 

ในอีกนัยหนึ่งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมเพื่อปรารถนาหลีกหนีจากสังขารทั้งหลายดังกล่าวนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมควรพิจารณาหรือมนสิการ “กรรมฐาน ๔๐” อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิ” เกี่ยวกับชีวิต “จิตใจ–จิตวิญญาณ” [นามขันธ์ ๔] ที่ต้องเสวย จำได้หมายรู้ รับรู้นึกคิด ในอารมณ์ทั้ง ๖ ที่ผ่านการสัมผัสทางอินทรีย์ทั้ง ๖ ด้วย “เวทนา ๖–สัญญา ๖–สังขาร ๓” [เจตสิก ๕๒] และรู้แจ้งในการเสวยอารมณ์ด้วย “วิญญาณ ๖” [จิต ๘๙] เพราะฉะนั้น เพื่อให้เกิดความสำเร็จบรรลุถึงธรรมวิเศษได้ จึงต้องอาศัยบรรดาข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด หรือปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด [ขันธ์ ๕ คือ กองทุกข์ทั้งปวง] ที่เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” ที่ประกอบด้วย (๑) “อินทรียสังวร” การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา (๓) “ชาคริยานุโยค” การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งปฏิปทาทั้ง ๓ ประการนี้ ก็อยู่ในหลักธรรม ที่เรียกว่า “จรณะ ๑๕” หมายถึง เครื่องดำเนิน ปฏิปทาข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุ “วิชชา” [หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ คือ วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–วิปัสสนาญาณ ๙–มโนมยิทธิ ๑] ได้แก่ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–และ–ฌาน ๔ แต่อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึงการบริโภคอาหารในข้อ ๒ ของ “อปัณณกปฏิปทา ๓” นั่นคือ “โภชเนมัตตัญญุตา” ความรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร ที่มีส่วนสัมพันธ์กับเรื่องการเกิดดับแห่ง “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” โดยตรง เพื่อให้เกิด “ปัญญาวิปัสสนา” ด้วยการพิจารณาถึงองค์ประกอบในคำว่า “อาหาร” [Nutriment]ดังนี้

 

“อาหาร” หมายถึง (๑) สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย (๒) เครื่องค้ำจุนชีวิต (๓) สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ ได้แก่

(๑) “กวฬิงการาหาร” อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” ที่เกิดจากเบญจกามคุณได้ด้วย

(๒) “ผัสสาหาร” อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด “เวทนา” พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” ได้ด้วย

(๓) “มโนสัญเจตนาหาร” อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่ง “ภพ” คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” ได้ด้วย

(๔) “วิญญาณาหาร” อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด “นามรูป” เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูป” ได้ด้วย

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ถ้าปราศจาก “อาหาร ๔” ร่างกายและจิตใจที่ประกอบกันเป็น “ขันธ์ ๕” นั้น ย่อมดับสลายไป เป็นการพังทลายทั้งฝ่ายรูปธรรมและฝ่ายนามธรรม แต่คงเหลือเพียง “จิตวิญญาณ” ที่แท้จริงที่ปราศจากร่างกาย ที่ต้องเป็นไปตาม “ยถากรรม” ของตน การเอาใจใส่ในเรื่อง “อาหาร ๔” นั้น จึงหมายถึงการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “การเจริญภาวนา ๔” [Cultivation or Development]  ดังนี้

 

“ภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญ การทำให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา ได้แก่

(๑) “กายภาวนา” การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ หรือการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ หรือหมายถึง “อินทรียสังวร” (ข้อ ๑ ในอปัณณกปฏิปทา ๓, ข้อ ๒ ในปาริสุทธิศีล ๔, ข้อ ๒ ในองค์แห่งภิกษุใหม่ ๕ หมายเหตุ: ที่เป็นข้อ ๒ ในปาริสุทธิศีล ๔ นั้น เรียกเต็มว่า “อินทรียสังวรศีล” แปลว่า “ศีลคือความสำรวมอินทรีย์”) หมายถึง ความรู้จักปฏิบัติให้ได้ผลดีในการใช้ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย ใจ นั่นคือ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ เจริญด้วยอุเบกขาจิต หรือ อุเบกขาเวทนา ระวังไม่ให้กิเลสครอบงำใจในเวลารับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๖

 (๒) “สีลภาวนา” การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียน หรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน อีกนัยหนึ่งหมายถึง “สีลสัมปทา” (ข้อ ๒ ในสัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ และ ข้อ ๑ ในจรณะ ๑๕) ถึงพร้อมด้วยศีล คือ ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ก็รักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติอยู่ในคลองธรรม ถ้าเป็นภิกษุก็สำรวมในพระปาฏิโมกข์ มีมารยาทดีงาม เป็นต้น นั่นคือ จิตสหรคตด้วย “อธิศีล” ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ ได้แก่ (๑) สัมมาวาจา–วจีสุจริต ๔ (๒) สัมมากัมมันตะ–กายสุจริต ๓ และ (๓) สัมมาอาชีวะ–เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ

(๓) “จิตตภาวนา” การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่นเบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น หรือเรียกอีกอย่างว่า “สมถภาวนา” คือ ฝึกอบรมจิตใจให้อยู่กับความดีงามเกิดความสงบ ที่จิตสหรคตด้วย “อธิจิตต์” ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ ได้แก่ (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ และ(๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔

(๔) “ปัญญาภาวนา” การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา เรียกอีกอย่างว่า “วิปัสสนาภาวนา” ฝึกอบรม เจริญปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งชัดตามเป็นจริง ที่จิตสหรคตด้วย “อธิปัญญา” ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๒ ได้แก่ (๑) สัมมาทิฏฐิ–ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูล กับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นนามรูปโดยปฏิจจสมุปบาท (๒) สัมมาสังกัปปะ–กุศลวิตก ๓ ได้แก่ (๑) “เนกขัมมสังกัปป์–เนกขัมมวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ [จาคะ] ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน (๒) “อพยาบาทสังกัปป์–อพยาบาทวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย [อรติ] และ (๓) “อวิหิงสาสังกัปป์–อวิหิงสาวิตก” คือ ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย  

 

ด้วยเหตุนี้ ในการปฏิบัติธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมองเห็นประโยชน์ในธรรม ที่เรียกว่า “อัตถะ ๓–อรรถ ๓” หมายถึง ประโยชน์ ผลที่มุ่งหมาย จุดหมาย ความหมาย ได้แก่ 

(๑) “ทิฏฐธัมมิกัตถะ” ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ขั้นต้น ประโยชน์สุขสามัญที่มองเห็นกันในชาตินี้ ที่คนทั่วไปปรารถนา มีทรัพย์ ยศ เกียรติ ไมตรี เป็นต้น อันจะสำเร็จด้วยธรรม ๔ ประการ คือ (๑) “อุฏฐานสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยความหมั่น (๒) “อารักขสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยการรักษา (๓) “กัลยาณมิตตตา” ความมีเพื่อนเป็นคนดี (๔) “สมชีวิตา” การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ มักเรียกว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์”

(๒) “สัมปรายิกัตถะ” ประโยชน์เบื้องหน้า ประโยชน์ในภพหน้า ประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ ความมีจิตใจเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมความดี ทำให้ชีวิตนี้มีค่าและเป็นหลักประกันชีวิตในภพหน้า ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยธรรม ๔ ประการ คือ (๑) “สัทธาสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยศรัทธา (๒) “สีลสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยศีล (๓) “จาคสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยการบริจาค (๔) “ปัญญาสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยปัญญา ธรรม ๔ อย่างนี้เรียกเต็มว่า “สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม”

 (๓) “ปรมัตถะ” ประโยชน์สูงสุด จุดหมายสูงสุด หรือ “ปรมัตถประโยชน์” ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยธรรม ๒ ประการ คือ (๑) “เจโตวิมุตติ” ความหลุดพ้นแห่งจิต การหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจการฝึกจิตหรือด้วยกำลังสมาธิ เช่น สมาบัติ ๘ เป็น “เจโตวิมุตติ” อันละเอียดประณีต [สันตเจโตวิมุตติ] และ (๒) “ปัญญาวิมุตติ” ความหลุดพ้นด้วยกำลังปัญญา ความหลุดพ้นที่บรรลุด้วยการกำจัด “อวิชชา” ได้ ทำให้สำเร็จ “อรหัตตผล” และทำให้ “เจโตวิมุตติ” เป็น “เจโตวิมุตติ” ที่ไม่กำเริบ คือ ไม่กลับกลายได้อีกต่อไป

 

ฉะนั้น เมื่อพิจารณาธรรมทั้ง ๔ ใน “อาหาร ๔” นั้น ย่อมเห็น “ธรรมอรรถ” ด้วย “โยนิโสมนสิการ” อันทำให้เห็นเหล่าบรรดาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น คือ รู้จักคิดพิจารณาให้เห็นเหตุผลคุณโทษในสิ่งที่ได้เล่าเรียนสดับฟังนั้น จับสาระที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือ การเห็นด้วยปัญญาที่พิจารณาเห็นเหตุและผลอันก่อนให้เกิด “อวิชชา” เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ อันประกอบด้วยสภาวธรรมต่อไปนี้

(๑) “ราคะ” [กามคุณ ๕] อันเกิดจาก “กวฬิงการาหาร” อาหารคือคำข้าว ย่อมทำให้กำหนดรู้ถึง “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ได้ด้วยการตั้งสติกำหนดพิจารณากาย การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ว่า “กายนี้ก็สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ จึงเกิด “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง และ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์นี้ ด้วยภาวะจิตที่ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ซึ่งเป็นจิตตามสภาพแห่งจตุตถฌาน คือ “จิตดั้งเดิม–ภวังคจิต–จิตประภัสสร” ซึ่งจะเป็น “ฌานจิตตสมาธิ–จิตตัววิปัสสนา” ต่อไป

(๒) “เวทนา ๓” อันเกิดจาก “ผัสสาหาร” อาหารคือผัสสะ ย่อมทำให้กำหนดรู้ถึง “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ได้ด้วยการตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ว่า “เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ จึงเกิด “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง และ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์นี้ ด้วยภาวะจิตที่ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ซึ่งเป็นจิตตามสภาพแห่งจตุตถฌาน คือ “จิตดั้งเดิม–ภวังคจิต–จิตประภัสสร” ซึ่งจะเป็น “ฌานจิตตสมาธิ–จิตตัววิปัสสนา” ต่อไป

 (๓) “ตัณหา ๓” อันเกิดจาก “มโนสัญเจตนาหาร” อาหารคือมโนสัญเจตนา ย่อมทำให้กำหนดรู้ถึง “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ได้ด้วยการตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ว่า “จิตนี้ก็สักว่าจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ จึงเกิด “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง และ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์นี้ ด้วยภาวะจิตที่ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ซึ่งเป็นจิตตามสภาพแห่งจตุตถฌาน คือ “จิตดั้งเดิม–ภวังคจิต–จิตประภัสสร” ซึ่งจะเป็น “ฌานจิตตสมาธิ–จิตตัววิปัสสนา” ต่อไป

(๔) “นามรูปแห่งขันธ์ ๕” อันเกิดจาก “วิญญาณาหาร” อาหารคือวิญญาณ ย่อมทำให้กำหนดรู้ถึง “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ได้ด้วยการตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ว่า “ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ จึงเกิด “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง และ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์นี้ ด้วยภาวะจิตที่ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ซึ่งเป็นจิตตามสภาพแห่งจตุตถฌาน คือ “จิตดั้งเดิม–ภวังคจิต–จิตประภัสสร” ซึ่งจะเป็น “ฌานจิตตสมาธิ–จิตตัววิปัสสนา” ต่อไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม ให้หวนกลับมาพิจารณาถึง “กวฬิงการาหาร” (ข้อ ๑ ในอาหาร ๔) หมายถึง “อาหารคือคำข้าว” ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” ที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ” [สิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ ๕ อย่าง คือ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะหรือสัมผัสทางกาย] ได้ด้วย เพื่อให้เกิดการสำรวมระวังในการประมาณในการบริโภคอาหาร ที่เรียกว่า “โภชเนมัตตัญญุตา” (ข้อ ๒ ในอปัณณกปฏิปทา ๓) หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร รู้จักประมาณในการกิน คือ กินเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายให้ชีวิตเป็นอยู่ได้ผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “รูปขันธ์” โดยตรง อันทำให้เกิดปัญญาที่สามารถลุล่วงจาก (๑) “โลภะ” หมายถึง ความโลภ โลภอยากได้ของเขา ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับความไม่โลภ คือ ความคิดเผื่อแผ่เสียสละเสียสละ ความเผื่อแผ่เสียสละ มีน้ำใจและใจกว้าง นั่นคือ “จาคะ” (ข้อ ๑ ในกุศลมูล ๓) หรือ (๒) “ราคะ” หมายถึง ความกำหนัด ความติดใจหรือความย้อมใจติดอยู่ ความติดใจติดใคร่ในอารมณ์ด้วยอำนาจแห่ง “กิเลสกาม” คือ กิเลสเป็นเหตุใคร่ กิเลสที่ทำให้อยาก เจตสิกอันเศร้าหมอง ชักให้ใคร่ ให้รัก ให้อยากได้ ได้แก่ ราคะ โลภะ อิจฉา [อยากได้] เป็นต้น ความหลงใหลในอาหารนั้น ทำให้เกิดกิเลสทั้ง ๕ ประการ คือ“กามตัณหา–กามฉันทะ–กามราคะ–ตัณหาฉันทะ–ฉันทราคะ” ที่สืบเนื่องจากความหลงใหลมัวเมาในการบริโภคอาหารหรือการกินการดื่ม ดังนี้

(๑) “กามตัณหา” คือ ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่าใคร่

(๒) “กามฉันทะ” คือ ความพอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจในกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 (๓) “กามราคะ” คือ ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม ความใคร่กาม

(๔) “ตัณหาฉันทะ” คือ ความพอใจในความทะยานอยาก ซึ่งในขั้นต้นเมื่อเป็น “ราคะอย่างอ่อน” [ทุพพลราคะ]

(๕) “ฉันทราคะ” คือ ความพอใจติดใคร่ ความชอบใจจนติด ความอยากที่แรงขึ้นเป็นความติด คือ “ราคะอย่างแรง” [พลวราคะ–สิเนหะ]

 

ข้อพึงสังเกต คือ “อกุศลมูล ๓” หมายถึง รากเหง้าแห่งความชั่ว ได้แก่ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” อันเป็นความชั่วที่สหรคตอยู่กับอกุศลธรรมทั้งหลาย ที่หมายถึง “กิเลส–อุปกิเลส” คือ ธรรมเครื่องเศร้าหมองที่ทำให้จิตขุ่นมัว ไม่สามารถเข้าถึงกุศลความดีหรือคุณธรรมได้ ทำให้เกิด “ทรามปัญญา” [อกุศลวิติก] คือ ความนึกคิดที่ชั่วๆ อุบาทว์ที่หลุดโลก ฉะนั้น คนที่มีนิสัย “ตะกละ–ละโมบ–อยากได้–ขี้เหนียว–ตระหนี่–ใจแคบ” ย่อมมี “กิเลสโลภะ” [ราคะ] เข้าครองงำจิตใจ กลุ้มรุมจิตใจ หรือ ยำยียึดครอบจิตใจ ซึ่งหมายถึง “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลางที่ชำระให้บริสุทธิ์หมดจดได้ด้วยการเจริญสมถภาวนา ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นั่นคือ “อธิจิตต์–อธิจิตตสิกขา” คือ จิตอันยิ่งยวด จิตที่งดงาม จิตที่ปราศจากนิวรณ์ หรือ “จิตประภัสสร” ที่เกิดขึ้นใน “ภูมิแห่งรูปาวจรกุศลจตุตถฌานจิต” ด้วยประการฉะนี้

 

นอกจากนี้ ยังควรเข้าใจถึงความหมายแห่งกิเลสมูล คือ “โลภะ” เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดสติพิจารณาธรรมในฝ่ายอกุศลที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ให้พิจารณารายละเอียดอย่างลึกซึ้งในคำแต่ละคำ ที่จะสื่อความหมายถึง “โลภะ–ราคะ” ตามนัยสำคัญทางวิชาอรรถศาสตร์ [Semantics] นั้น ขอบเขตพรหมแดนแห่งความรู้หรือปัญญานั้น สามารถขยายออกไปด้วย “คำ” [Words or Lexicon] ซึ่งหมายถึง “คลังศัพท์” ผู้มีความจำในคำจำนวนน้อย ย่อมแสดงความคิด ปัญญา ไหวพริบ ได้อย่างจำกัด ถึงขั้นเป็นใบ้ได้ แต่ไม่ใช้ “อุเบกขาแห่งภาวนา” ที่วางเฉยเพราะได้รู้ความจริงตามสภาพแห่งปรมัตถ์แล้ว เพราะเกิดปัญญาทั้งใน “ฌานสมาธิ” และ “ญาณในวิปัสสนา” อย่างเช่น นิยามของคำว่า “โลภะ” มีขอบเขตความหมายกว้างลึก ดังนี้

 

“โลภะ” หมายถึง ภาวะจิตที่ประกอบด้วยอาการลักษณะ “โลภมูลจิต” ต่อไปนี้   

ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัดธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติ เหมือนเส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสอง ปณิธิ [การตั้งความปรารถนา] ธรรมชาตินำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน การหวังกิริยาที่หวัง สภาพที่หวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิต ธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ กิริยาที่กระซิบ สภาพที่กระซิบ การละโมบ กิริยาที่ละโมบ สภาพที่ละโมบ ธรรมชาติที่เป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินขนาด ความติดใจ กิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ [คือ ราคะ ที่สหรคตด้วย

อุจเฉททิฏฐิ] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบัง เครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุมีอย่างต่างๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า “โลภะ”

 

เพราะฉะนั้น เวลาจะบริโภคอาหารอันเป็นคำข้าว “กวฬิงการาหาร” ให้พิจารณาทบทวนสาระสำคัญแห่งธรรมนี้ นั่นคือ “อินทรียสังวร–สติสังวร” สำหรับสมณะ ที่เรียกว่า “ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณปาฐะ” ดังเช่น ในขณะรับบิณฑบาต [ระหว่างฉันภัตราหาร] หรือรับคิลานเภสัช [ระหว่างฉันยารักษาโรค] หรือฆาราวาสก็สำรวมระวังไม่มัวเมาในการกินอาหาร ก็กำหนดเพื่อทำให้ร่างายแข็งแรงเพื่อเจริญในอริธรรม มิใช่เพื่อการอื่นใด อนึ่ง คำว่า “ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณปาฐะ” หมายถึง (๑) “ปฏิกูลมนสิการ” คือ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ อันเกิดจากการกินอาหารเข้าไปในร่างกาย และ (๒) “ธาตุมนสิการ” คือ  พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ นั่นคือ “ธาตุกัมมัฏฐาน” ด้วยการพิจารณาธาตุเป็น ๔ องค์ประกอบ ได้แก่ “ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ” ที่เรียกว่า “จตุธาตุววัฏฐาน” คือ การกำหนด “ธาตุ ๔” ว่าเป็นเพียง “ธาตุธรรมชาติ” เราไม่สามารถเป็นนายบังคับบัญชาได้ดังใจปรารถนา เมื่อพิจารณากำหนด “ธาตุ ๔” ด้วย “สติสัมปชัญญะ” มองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไปในกาย ตระหนักว่า “กายนี้ก็สักว่ากาย มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา” นั่นเอง เพื่อให้เกิด “การปล่อยวาง” [อุเบกขา –อัตตานุปัสสนา] ไม่มั่นคงใน “การยึดมั่นแห่งอุปาทาน” เพื่อถอน “อัตตภินิเวส” นั่นเอง ฉะนั้น “อาหารอันเป็นคำข้าว” คือ “ธาตุ ๔” อันเป็นธาตุแห่งธรรมชาติ ที่เกิดจากธาตุทั้ง ๔ มารวมกันในกิจมุ่งหมายหนึ่งๆ หลังจากใช้แล้วย่อมสลายเสื่อมไปตามวาระ ไม่มั่นคง ยั่งยืน ถาวร ประการใด “คำข้าวแห่งกวฬิงการาหาร” จึงไม่ใช่สรณะที่พึ่งอันอมตะแห่งชีวิต อย่าไปหลงใหลขาดสติ อย่ามัวเมาด้วยตัณหาปณิธิ และวิปลาสนิมิต ที่สร้างขึ้นเองในจินตนาการที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง “อาหารจึงเป็นสิ่งที่อกุศลแห่งกิเลสทั้งปวง” ซึ่งหมายความว่า “ยิ่งกินมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นอันตราย เป็นภัย เป็นโทษ” ไม่ควรเพลิดเพลินหลงใหลในรสชาติแห่งกิเลสตัณหานี้ให้มากนัก ก็เอามาใช่เพื่อกิจประโยชน์หล่อเลี้ยงร่างกายในการเจริญภาวนาดีกว่า ดังเช่น คนที่กินบริโภคอาหารหมวด “น้ำตาล–แป้ง–ไขมัน–เค็มเกลือ–เผ็ดร้อนพริก–กรดน้ำส้มสายชู” มากเกินจำนวนหรืออัตราปริมาณรสจัดที่ตับและไตจะรับได้ ย่อมนำมาสู่ความเป็นโรคพยาธิจนถึงความทุกข์ทรมาน ความเจ็บป่วย และความตายในที่สุด ตายเร็วเกินควรแห่งเวลา เพราะ “ปากเป็นพิษเพราะกินมาก” กินไม่เลือกอย่างขาดสติหรือเสียสติ ส่วนคนที่ขาดแคลนไม่มีจะกิน ก็มี “ปากเป็นพิษเพราะไม่มีจะกิน” เพราะไม่รู้จักหาอาหารมากินบรรเทาความหิว ก็เป็นโรคขาดอาหารเหมือนกัน ป่วยไม่มีสาเหตุ ทุกข์ทรมาน ตายเร็วเกินกำหนดที่ควรเช่นกัน นั่นคือ “ความไม่พอดีเพียงพอต่อชีวิต–มากเกินไปกับน้อยเกินไป” ย่อมสร้างความดีกุศลเตรียมไว้ประโยชน์ข้างหน้าไม่ทันการ ฉะนั้น “ผู้ที่มีปัญญา” ย่อมเป็นผู้เลือกบริโภคอาหารที่เห็นทั้งประโยชน์และโทษได้ในเวลาเดียวกัน คือ “กินอย่างมีสติสัมปชัญญะ” อันไม่ประกอบด้วยราคะกับโลภะ พร้อมด้วยโทสะกับโมหะ เรื่องนี้เป็นธรรมปกติง่ายๆ ในการสร้างชีวิตให้มีความสุขในปัจจุบันและอนาคต

 

ด้วยเหตุนี้ ตามนัยสำคัญของคำว่า “โภชเนมัตตัญญุตา” (ข้อ ๒ ในอปัณณกปฏิปทา ๓) หมายถึง ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ “กวฬิงการาหาร–อาหารสามัญ–คำข้าว” โดยรู้จักพิจารณารับประทานอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา เพราะฉะนั้น “กวฬิงการาหาร” จึงเป็นเรื่อง “ปัญญาวิปัสสนา” ที่เกี่ยวกับ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ในข้อ “ปฏิกูลมนสิการ” คือ กำหนดสติตามพิจารณาอาหารเป็นสิ่งปฏิกูลที่เข้าไปเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรงก็ได้ เป็นพิษก็ได้ กับ “ธาตุมนสิการ” คือ กำหนดสติตามพิจารณาอาหารว่าเป็นหน่วยรวมของธาตุธรรมชาติทั้ง ๔ เช่นเดียวกับร่างกายก็เป็นธาตุธรรมชาติทั้ง ๔ เช่นเดียวกัน ที่เรียกว่า “มหาภูต ๔” พร้อมด้วยลักษณะอาการ ที่เรียกว่า “อุปาทายรูป ๒๔” เมื่อรับประทานอาหารชนิดต่างๆ เข้าไปตามเจตนาที่พึงปรารถนา [กิเลสตัณหา] ร่างกายย่อมแสดงผลตามสารอาหารที่ถูกกินเข้าไป ก็จัดเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ที่ประกอบด้วย “วัฏฏะ ๓” คือ องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร–สังสารจักร” นั่นคือ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [สภาวธรรมหรือจิตอันเกิดขึ้นด้วยสาเหตุเช่นเดียวกับหลักปฏิจจสมุปบาท] ได้แก่ (๑) วงจรกิเลส–กิเลสวัฏฏ์ ซึ่งประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน (๒) วงจรกรรม–กรรมวัฏฏ์ ซึ่งประกอบด้วย “สังขาร–และ–กรรมภพ” (๓) วงจรวิบาก–วิปากวัฏฏ์ ซึ่งประกอบด้วย “วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา” ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏ ที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ–ชาติ–ชรา–มรณะ” อันแสดงอกุศลผลวิบากตามมา ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ประการสำคัญนั้น เป็นการปิดกั้นไม่ให้นึกคิดจนผิดเพี้ยนจากความจริงจนเกิดเป็นความยึดมั่นใน “อุปาทานขันธ์ ๕” ว่า “สิ่งที่ไม่สวยเป็นปฏิกูล ว่าสวยงาม” หรือ “วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม” คือ เกิดจากความรู้เห็นคลาดเคลื่อน หรือความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) “สัญญาวิปลาส” สัญญาจดจำคลาดเคลื่อนด้วยข้อสรุปความจำผิดๆ หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู นั่นคือ ตั้งสมมตติฐานผิด เห็นอะไรยาวคล้ายเชือกเป็นงู (๒) “จิตตวิปลาส” จิตคลาดเคลื่อน ความนึกคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร (๓) “ทิฏฐิวิปลาส” ทิฏฐิคลาดเคลื่อน ความเห็นความเชื่อทัศนคติผิดพลาดจากความเป็นจริง [การคาดคะเนเหตุการณ์ผิดพลาดไม่จริงด้วยเหตุผล นำความเห็นของมาสำคัญผิดหรือเป็นใหญ่ไม่รับฟังความเห็นผู้อื่นที่มีเหตุผล] โดยเฉพาะเชื่อถือไปตาม “สัญญาวิปลาส” หรือ “จิตตวิปลาส” นั้น เช่น มี “สัญญาวิปลาส” เห็นเชือกเป็นงู แล้วเกิด “ทิฏฐิวิปลาส” เชื่อหรือลงความเห็นว่าที่บริเวณนั้นมีงูชุม หรือมี “จิตตวิปลาส” ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง จึงเกิด “ทิฏฐิวิปลาส” ว่า แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล  

 

เพราะฉะนั้น “ความวิปลาส” นี้ ประกอบด้วย (๑) จำผิดๆ (๒) คิดผิดๆ (๓) เชื่อผิดๆ จึงกลายเป็นผู้มีจิตไม่สมประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” นั่นคือ (๑) มีสติ เรียกว่า “อุปัฏฐิตสติบุคคล” กับ (๒) มีสัมปชัญญะ เรียกว่า “สัมปชานบุคคล” ดังนิยามต่อไปนี้

 

(๑) “มีสติ” [สติ–สติมา] มีนัยตรงกับไวพจน์ ต่อไปนี้ [สมาธิทำให้มีสติ–อุเบกขาทำให้สติบริสุทธิ์]

 

สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ

 

“อุปัฏฐิตสติบุคคล” —บุคคลผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว หมายถึง ความระลึกได้ ความตามระลึกได้ ความหวนระลึกได้ ความนึกได้คือสติ ความทรงจำ ความไม่ฟั่นเฟือน ความไม่

หลงลืม นี้เรียกว่า “สติ” คือ บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยสตินี้  

 

 (๒) “มีสัมปชัญญะ” [ปัญญา–สัมปชาโน] มีนัยตรงกับไวพจน์ ต่อไปนี้ [อุเบกขาทำให้มีสัมปชัญญะ]

 

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

“สัมปชานบุคคล” —บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ หมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความเลือกสรร ความสอดส่องธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนดรู้เฉพาะ ความเป็นผู้รู้ ความฉลาด ความรู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความคิดนึก ความใคร่ครวญ ความรู้กว้างขวาง ความรู้เฉียบขาด ความรู้นำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาเพียงดังปะฏัก ปัญญินทรีย์ กำลังคือปัญญา ประทีปคือปัญญา รัตนะคือปัญญา ความสอดส่องธรรมคืออโมหะ สัมมาทิฏฐิ หรือใช้นิยามตาม “สัมปชัญญะ–มีสัมปชัญญะ”

 

ดังนั้น การปฏิบัติในจุดเริ่มแรกนั้น คือ การพัฒนาสติสัมปชัญญะ ที่เรียกว่า “สติปัฏฐาน ๔” โดยเฉพาะฐานที่ตั้งสติอันแรก คือ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยนำร่างกายตนเองมาเป็นครูในการศึกษาธรรมทั้งหลายใน ๖ แนวทาง ได้แก่

(๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ”

(๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ

(๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง

(๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  

(๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ

(๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น 

 

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า “ผู้มีสติสัมปชัญญะ” หมายถึง (๑) “อุปัฏฐิตสติบุคคล” กับ (๒) “สัมปชานบุคคล” ย่อมเป็นผู้ที่ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท ดังเช่น ในเรื่อง “โภชเนมัตตัญญุตา” (ข้อ ๒ ในอปัณณกปฏิปทา ๓) หมายถึง ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ “กวฬิงการาหาร–อาหารสามัญ–คำข้าว” โดยรู้จักพิจารณารับประทานอาหาร นั่นคือ กิเลสตัณหาไม่สามารถเข้าครอบงำกลุ้มรุมจิตได้ เป็นผู้มีจิตที่เกษมจากอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะ การละปิดกั้นระงับ “กามคุณ ๕” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม ให้กินเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ ไม่มัวเมาขาดสติสัมปชัญญะ ที่ละทิ้งกิจในการเจริญภาวนา แค่เพื่อเห็นแก่กิน จนไม่เป็นอันหลับอันนอนและเจริญกรรมฐานได้ คือ กลัวอดข้าว และกินไม่คิดพิจารณาถึงประโยชน์อันแท้จริงของการกินสิ่งเหล่านั้น จนนอนก็คิดแต่กลัวไม่มีข้าวกิน กลายเป็นทุกข์กลุ้มรุมจิตจนเศร้าหมองขุ่นมัว เพราะคำข้าวเป็นพิษ เข้ามาปิดกั้นปัญญาจนสิ้นคิด ทำอะไรอย่างหลงใหลขาดสติสัมปชัญญะได้ ภาวะจิตดังกล่าวนี้ “เป็นทุกข์ด้วยยึดมั่นในตัณหาปณิธิ” [ความหิวไม่รู้จบ–ความอยากไม่รู้หาย] ฉะนั้น การพิจารณาธรรมอันเกี่ยวกับ “อาหาร ๔” นั้น เป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้ปฏิบัติธรรมมักมองข้ามไป เป็นเรื่องสามัญธรรมชาติที่เกิดกับชีวิตทุกวัน หลายเวลา มากสถานที่ อย่ามองข้ามความสำคัญในประเด็นนี้ไป ให้พิจารณาเรื่องอาหารตอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาตอนอดอาหารและน้ำ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม แล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ที่จะทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ถึงจะประกอบความเพียร ความอดทนอดกลั้น มากแค่ไหนก็ตาม แต่พระทรงหยุดในข้อศีลและวัตรนั้น กลับมาพิจารณาหนทางแห่งปัญญาเส้นทางใหม่ ที่เรียกว่า “ทางสายกลางแห่งปัญญา” คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยต้องดำเนินปฏิบัติด้วยองค์มรรคทั้ง ๘ ประการ ที่เรียกว่า “มรรคมีองค์ ๘–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” [เริ่มด้วยปัญญา–ดำเนินด้วยปัญญา–นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง] และศึกษาพัฒนาอบรมจิตใจด้วย “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” จนบรรลุถึงอริยมรรค [มรรค ๔ กับมรรคมีองค์ ๘] และอริยสัจจธรรม [อริยสัจจ์ ๔] หรือหมายถึง “อริยธรรม” ที่ประกอบด้วย “อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ”

 

ในอันดับสุดท้ายนี้ ให้พิจารณาธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต เพื่อนำมาใช้เป็นบทเรียนจริง ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ธรรมชาติเป็นครู” แม้แต่เรื่องกินอาหารเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต ก็ให้ถือปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์การครองชีวิตอย่างมีสติและมีสัมปชัญญะ ด้วยความเพียรในการระงับสงบอำนาจกิเลสทั้งหลายที่จะมาครองงำจิตใจในทางอกุศล ให้หมั่นพิจารณาวิถีชีวิตตามสงสารวัฏฏ์ มองให้เห็นด้วยปัญญา คือ พิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ให้เห็นสามัญลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย ด้วยการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานในข้อที่เกี่ยวกับ “ร่างกาย” [รูปขันธ์] กับ “อาหาร” [กวฬิงการาหาร–อาหารสามัญ–คำข้าว] แล้วน้อมนำข้อธรรม “โภชเนมัตตัญญุตา” มาใช้ให้เป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต คือ ให้เห็นพร้อมทั้ง “ธรรมอรรถ” แห่งการปฏิบัติธรรมที่จะเป็น “ปรมัตถประโยชน์” คือ “พระนิพพาน” เมื่อเกิดความเข้าใจถูกต้องดีแล้วเกี่ยวกับตน ย่อมพิจารณาเห็น “นามรูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของไม่ใช่ตัวตน” ย่อมไม่สำคัญผิดใน “ตัณหาปณิธิ–วิปลาสนิมิต–อัตตภินิเวส” คือ “ความยึดมั่นด้วยอุปาทานขันธ์” ซึ่งหมายถึง “ขันธ์ ๕ นำมาซึ่งความทุกข์ในชีวิต” ที่ตนต้องปล่อยว่างด้วย “อุเบกขา” วางเฉยเป็นกลางเพราะเข้าใจและรู้ตามความจริง กับ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ตั้งมั่นจิตถูกต้องด้วยระงับ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข” สิ้นไป ซึ่งกลายเป็น “สัมมาสมาธิ” ที่บริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ ที่ส่งผลทำให้ “สติสัมปชัญญะ” บริสุทธิ์เป็น “สัมมาสติ”  และมีความเพียรชอบที่เป็น “สัมมาวายามะ” ในที่สุด ที่จะกำจัดกิเลสอันกลุ่มรุมจิตให้สิ้นไป.

 

 

 

Visitor Number:
4806350