๓๔. พัฒนาตนเองให้ถึงอริยมรรค

         Self–Actualizing to Approach the Noble Path

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1271

 ความสำคัญของบทความ

 

ถึงแม้จะมีพุทธศาสนิกจำนวนมากผู้อยู่แค่นามไม่ได้ถือปฏิบัติบูชาในพระศาสนานั้น มองข้ามความสำคัญของกิจใน “สทฺธมฺมฏฺฐิติยา” เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม ที่ได้ชื่อว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” คือ การดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม ๑ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน ๑ ปฏิบัติธรรมนั้นๆ ให้สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับธรรมข้ออื่นๆ กลมกลืนกันในหลักใหญ่ที่เป็นระบบทั้งหมด ๑ ความรู้ความเข้าใจระดับที่ลึกซึ้งในธรรมขั้นสูงก็ยังมีไม่เพียงพอ เพราะไม่เคยนึกจะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในอริยธรรมดังกล่าวนี้ ได้แก่ “อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ” ซึ่งอาจเรียกพวกคนเหล่านี้ว่า “ผู้ได้เกิดมาในพระพุทธศาสนาที่ขาดทุนยับเยินที่สุด”  เพราะจิตใจที่ป่นปี้ด้วยกิเลสตัณหานั่นเอง มีความเข้าใจได้เพียงการมีความสุขโภคทรัพย์เท่านั้น คือ เป็นภาวะที่ทั้งสุขทั้งทุกข์ปะปนหมุนเวียนกันไปในสงสารทุกข์ ที่ตนหลงใหลขาดสติ ปราศจากปัญญาที่ตามทันอำนาจกิเลสตัณหา เพราะความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา จารีตประเพณีหรือวัฒนธรรมไม่อยากเรียนรู้ดังกล่าวนี้ ถ่ายทอดทางสายเลือดเป็นกามพันธุ์ ที่พ่อแม่เป็นต้นแบบผู้หลงทิศหลงทาง ไม่ใช่ผู้คงแก่เรียนที่จะใฝ่หาความรู้อันเป็นธรรมแห่งพระพุทธศาสนาใส่ตนเอง ส่วนใหญ่มักจะอ้างถึง (๑) ไม่มีเวลา และ (๒) ต้องทำมาหากิน ซึ่งก็หลีกหนี้ไม่พ้นเรื่องเบียดเบียนกัน เอารัดเอาเปรียบกันในการประกอบอาชีพ แม้จะสุจริตเพียงใดก็หนีไม่พ้นสภาวะอกุศลดังกล่าวนี้ คือ กลายเป็นผู้บกพร่องใน (๑) ความมีกายวาจาตั้งอยู่ในความสงบสำรวม โดยมีเจตนาอันปลอดจากการละเมิดหรือเบียดเบียน [กายิกวาจสิกอวีติกกมะ] เป็น “ศีล” (๒) การมีสติกำหนด ด้วยจิตที่ตั้งมั่นมีอารมณ์หนึ่งเดียวตามที่กำหนด [จิตตัสเสกัคตา] เป็น “สมาธิ” และมีจิตเบิกบานผ่องใส (๓) ความมีสัมปชัญญะรู้ทั่วพร้อม มองเห็นตามสภาวะ เป็น “ปัญญา” ฉะนั้น การเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าด้วยการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองขุ่นมัว และปัญญาความรู้นั้น จึงเป็นผู้เสียโอกาสที่จะดำเนินชีวิตตามวิถีทางอันประเสริฐด้วยอริยมรรค แม้ได้พบพระธรรมของพระพุทธเจ้าก็ไม่ใส่ใจที่จะนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ใส่ใจเป็นธุระ อยู่ในโลกส่วนตัวที่หลงใหลงมงายตามกระแสโลกธรรม สุขๆ ทุกข์ๆ หมุนเวียนกันไป หาคำตอบให้ชีวิตอย่างแท้จริงไม่ได้ ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุด คือ การเริ่มต้นศึกษาความเป็นตัวตนของตนเองให้จริงแท้ เห็นแจ้งในร่างกายจิตใจของตนเอง ที่เรียกว่า “จิตวิญญาณ” ให้เห็นทั้งด้านกุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นในตนเอง เพื่อให้เกิดความปล่อยวาง “ไม่ยึดมั่น–อุเบกขา” เพราะมีความรู้ความเข้าใจตามที่เป็นจริง ให้เห็น “ธาตุแท้ของชีวิตโดยไตรลักษณ์” ซึ่งเป็นความจริงที่จะทำให้หลุดพ้นจากสังสารจักรไปสู่ภพภูมิที่สงบเป็นสันติบท นั่นคือ “นิพพาน” อันเป็นสภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – พัฒนาตนเองให้ถึงอริยมรรค

 

ถ้าพุทธศาสนิกหมั่นเจริญอนุสติใน ๑๐ อย่าง ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ย่อมเป็นผู้ที่ มีสติและ มีสัมปชัญญะ ในตน ที่พร้อมด้วย มีความเพียร ในเวลาเดียวกัน ไม่ปล่อยจิตใจให้เกิดความฟุ้งซ่าน หรือหวั่นไหว หลงใหลขาดสติ ไปตามกระแสโลกธรรม อยู่ในอาการทุกข์ๆ สุขๆ หมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันไปไม่สิ้นสุดในสังสารจักร ที่เรียกว่า “สงสารทุกข์” นั่นคือ “อัปปมาทะ–ความไม่ประมาท” ดังนั้น ให้พิจารณาถึงความหมายของ คำว่า “อนุสติ ๑๐” หมายถึง ความระลึกถึง อารมณ์อันควรระลึกถึงเนืองๆ ได้แก่

(๑) “พุทธานุสติ” ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์

(๒) “ธัมมานุสติ” ระลึกถึงพระธรรม คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระธรรม  

(๓) “สังฆานุสติ” ระลึกถึงพระสงฆ์ คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระสงฆ์  

(๔) “สีลานุสติ” ระลึกถึงศีล คือ น้อมจิตรำลึกพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติปฏิบัติ บริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย  

(๕) “จาคานุสติ” ระลึกถึงการบริจาค คือ น้อมจิตระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้ว และพิจารณาเห็นคุณธรรมคือความเผื่อแผ่เสียสละนี้ที่มีในตน

(๖) “เทวตานุสติ” ระลึกถึงเทวดา คือ น้อมจิตระลึกถึงเทวดาทั้งหลายที่ตนเคยรู้ และพิจารณาเห็นคุณธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดานั้นๆ ตามที่มีอยู่ในตน  

(๗) “มรณสติ” ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท  

(๘) “กายคตาสติ” สติอันไปในกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา  

(๙) “อานาปานสติ” สติกำหนดลมหายใจเข้าออก  

(๑๐) “อุปสมานุสติ” ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ คือ ระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์  

 

ตามธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิตนั้น มนุษย์ก็ไม่แตกต่างจากสัตว์ทั้งหลายที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพตน เพื่อความอยู่รอด บางคนจึงมุ่งมั่นอยู่กับวิถีการเลี้ยงชีพเป็นกลุ่มหรือสมาคม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน ที่เรียกว่า “กลุ่มผลประโยชน์” เช่น ชมรมหรือสมาคมการค้าต่างๆ เป็นต้น คนในกลุ่มลักษณะดังกล่าวนี้ ไม่ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับ “การปฏิบัติธรรม” อย่างจริงจัง แถมยังมีทัศนคติว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นสารประโยชน์ คือ ทำให้อิ่มหรือมีความสุขไม่ได้ เพราะไม่ใช่การเลี้ยงชีพที่อยู่ในภาคธุรกิจที่มีกำไรขาดทุนเห็นได้ชัด เพราะอยู่กับวิธีคิดที่เอารัดเอาเปรียบกัน คือ “ฉ้อโกงกัน–หลอกอย่างมิจฉาชีพ” เลยพากันชินกับพฤติกรรมดังกล่าวไม่ว่าเขาทำหรือตนทำก็สมยอมกันไป กลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องในสังคมไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม สภาพสังคมในอนาคต ที่ต้องเผชิญกับปัญหาพลเมืองล้นโลก กับปัญหาการขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัยและนันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ โดยรวมหมายถึงสวัสดิการทางสังคม ที่รัฐต้องดูแลพลเมืองในส่วนรวมเพื่อความอยู่ดีกินดี คำว่า “ความขาดแคลน” [Scarcity] เป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคใหม่ต้องเผชิญอย่างรุนแรงและสาหัส เพราะเป็นความขาดแคลนในทุกสิ่งทุกอย่าง อาจรวมถึง “ความขาดแคลนปัญญา” อีกด้วย ดังนั้น “ความขาดแคลน” จึงหมายถึง ความไม่เพียงพอเท่าที่ต้องการหรือเกินที่ต้องการ ซึ่งหมายถึง “ภาวะความยากจน” ที่ท้าทายปัญญาพวกมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งส่อนัยถึง “ความสูญพันธุ์” เช่น พืช สัตว์ รวมถึง เผ่าพันธุ์มนุษย์บางกลุ่ม ที่เกิดจาก “การล้างเผ่าพันธุ์” [Holocaust or Genocide] ด้วยฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งเกิดจาก “อกุศลมูล ๓” หมายถึง รากเหง้าของอกุศล ต้นตอของความชั่ว ได้แก่ (๑) “โลภะ” คือ ความอยากได้ (๒) “โทสะ” คือ ความคิดประทุษร้าย (๓) “โมหะ” คือ ความหลง หรือ “อกุศลวิตก ๓” หมายถึง ความตรึกที่เป็นอกุศล ความนึกคิดที่ไม่ดี ได้แก่  (๑) “กามวิตก” คือ ความตรึกในทางกาม ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก (๒) “พยาบาทวิตก” คือ ความตรึกในทางพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย (๓) “วิหิงสาวิตก” คือ ความตรึกในทางเบียดเบียน ความนึกคิดในทางทำลาย ทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ฉะนั้น รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพจึงเป็นส่วนที่ได้มาเพราะความได้เปรียบเชิงการค้า เพียงแต่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง ซึ่งก็หนีไม่พ้นคำว่า “เบียดเบียน” แม้การทำการค้าในยุคก่อนที่เรียกว่า “ระบบแลกเปลี่ยนด้วยสินค้า” [Barter System] ก็ต้องมีอีกฝ่ายได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ เช่น เอาไข่เป็ดมาแลกกับเสื้อผ้า เอาไก่มาแลกับเกลือ เป็นต้น

 

เพราะฉะนั้น การพัฒนาตนเองให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมจริงๆ นั้น จึงเป็นเรื่องยากมาก เพราะชีวิตต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคม คือ ต้องปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้อื่นในสังคมเดียวกัน จะหาความสงบด้านจิตใจได้ยากเช่นกัน ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมได้จึงต้องหนีจากข้อจำกัดทางสังคมอีกมากมาย ต้องมีใจหนักแน่น คือ ชนะใจตนเองให้ได้ ถึงจะหาความสงบได้ในชีวิตในระดับอุบาสก–อุบาสิกา จนถึงขั้นออกบวชได้ถือครองเป็นสมณเพศ แต่ก็อย่าคิดเอาเองว่าจะสงบได้อีกเช่นกัน เพราะสังคมของนักบวชก็ไม่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไปเช่นกัน เพราะไม่ใช่ “พระอริยสงฆ์เจ้า” ก็ส่วนใหญ่เป็นเพียง “สมมติสงฆ์” คือ “ผู้ยังมีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ดังนั้น การคลุกคลีกอยู่เป็นหมู่คณะจึงทำให้กรรมฐานเสื่อมลงเรื่อยๆ ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่สงบไม่วิเวกที่จะเจริญกรรมฐานได้ การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายถึงการออกบวชเพียงหนทางเดียว การใช้ชีวิตฆราวาสที่เป็นผู้ทรงศีล จนถึง “อุบาสก–อุบาสิกา” ก็ได้ อยู่กับการประพฤติปฏิบัติที่ถูกทางหรือไม่ ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” คือ ทำได้จริงหรือเป็นเพียงแค่คำพูดเฉยๆ เท่านั้น แต่ให้คำนึงถึงการพัฒนาจิตใจเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “ภาวนา” ดังนี้

 

“ภาวนา” หมายถึง การเจริญ การทำให้เกิดให้มีขึ้น การฝึกอบรมจิตใจ หรือ “กรรมฐาน ๒” หมายถึง อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต วิธีฝึกอบรมจิต ได้แก่

(๑) “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ  

(๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง การเจริญปัญญา

 

“ภาวนา” หมายถึง การเจริญ การทำให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา แต่ตามนัย ในรูปที่เป็นคุณบทของบุคคล จึงเป็น “ภาวิต ๔” คือ “ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา” นั่นคือ ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็นพระอรหันต์ ได้แก่   

(๑) “กายภาวนา” คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ  

(๒) “สีลภาวนา” คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน  

(๓) “จิตตภาวนา” คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่นเบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น  

(๔) “ปัญญาภาวนา” คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา

 

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ภาวนา” ก็มีความหมายเช่นเดียวกันกับคำว่า “กรรมฐาน” ได้แก่ (๑) “สมถะ–สมถกรรมฐาน” และ (๒) “วิปัสสนา–วิปัสสนากัมมัฏฐาน” หรือ “กรรมฐาน ๔๐” หมายถึง วิธีฝึกอบรมจิต ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต ได้แก่

(๑) กสิณ ๑๐  

(๒) อสุภะ ๑๐

(๓) อนุสติ ๑๐  

(๔) อัปปมัญญา ๔

(๕) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  

(๖) จตุธาตุววัฏฐาน ๑

(๗) อรูป ๔

 

ในการฝึกอบรมจิตนั้น “ภาวนา–กรรมฐาน” ใดที่ทำให้เกิด “สมาธิ” ที่เหมาะกับ จริต–จริยา ของตน ก็ให้พิจารณาตามความเหมาะสมเพื่อความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้นๆ ซึ่งพอจำแนกเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

 

“ภาวนา ๓” หมายถึง การเจริญ หมายถึงการเจริญกรรมฐานหรือฝึกสมาธิขั้นต่างๆ ได้แก่

(๑) “บริกรรมภาวนา” คือ ภาวนาขั้นบริกรรม ฝึกสมาธิขั้นตระเตรียม ได้แก่ การถือเอานิมิตในสิ่งที่กำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐาน เช่น เพ่งดวงกสิณ หรือนึกถึงพุทธคุณเป็นอารมณ์ว่าอยู่ในใจ เป็นต้น กล่าวสั้นๆ คือ การกำหนดบริกรรมนิมิตนั่นเอง ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐

(๒) “อุปจารภาวนา” คือ ภาวนาขั้นจวนเจียน ฝึกสมาธิขั้นเป็นอุปจาร ได้แก่ เจริญกรรมฐานต่อไปถึงขณะที่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นในกรรมฐานที่เพ่งวัตถุก็ดี นิวรณ์สงบไปในกรรมฐานประเภทนึกเป็นอารมณ์ก็ดี นับแต่ขณะนั้นไปจัดเป็น อุปจารภาวนา ขั้นนี้เป็น “กามาวจรสมาธิ” ได้ในกรรมฐานทั้ง ๔๐ และอุปจารภาวนาสิ้นสุดแค่ “โคตรภูขณะในฌานชวนะ” [โคตรภู คือ ผู้ตั้งอยู่ในญาณซึ่งเป็นลำดับที่จะถึงอริยมรรค ผู้อยู่ในหัวต่อระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล โคตรภูขณะ คือ อยู่ในลำดับของโคตรภูที่ครอบงำ ออกไป หลีกไป และแล่นไปจากนิวรณ์ ปุถุชนโคตร เป็นต้น ด้วย “อำนาจของสมถะ” ที่จะทำให้เกิดฌานขั้นต่างๆ นั่นคือ “สมาบัติ ๘” คำว่า ฌานชวนะ คือ ช่วงที่เกิดฌานจิตต์ยังไม่ตกภวังค์ กล่าวโดยย่อ “โคตรภูขณะในฌานชวนะ” คือ ฌานจิตต์แห่งธรรมสมาธิ ที่เป็นปุถุชนจิตในขั้นกามาวจรสมาธิ คือ ครอบงำนิวรณ์สงบได้ในขณะเพ่งอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นๆ ยังไม่ถึงปฐมฌานที่เป็นรูปาวจรสมาธิขั้นแรก ซึ่งเป็นรูปาวจรสมาธิ]

(๓) “อัปปนาภาวนา” คือ ภาวนาขั้นแน่วแน่ ฝึกสมาธิขั้นเป็นอัปปนา ได้แก่ เสพปฏิภาคนิมิตที่เกิดขึ้นแล้วนั้นสม่ำเสมอด้วย “อุปจารสมาธิ” จนบรรลุ “ปฐมฌาน” คือ  “ถัดจากโคตรภูขณะในฌานชวนะ” เป็นต้นไป ต่อแต่นั้นเป็น อัปปนาภาวนา ขั้นนี้เป็น “รูปาวจรสมาธิ” ได้เฉพาะในกรรมฐาน ๓๐ คือ หักอนุสสติ ๘ ข้างต้น ปฏิกูลสัญญา ๑ และ จตุธาตุววัตถาน ๑ ออกเสีย คงเหลือ อสุภะ ๑๐ และ กายคตาสติ ๑ [ได้ถึงปฐมฌาน] อัปปมัญญา ๓ ข้อต้น [ได้ถึงจตุตถฌาน] อัปปมัญญาข้อท้ายคือ อุเบกขา ๑ กสิณ ๑๐ และอานาปานสติ ๑ [ได้ถึงปัญจมฌาน] อรูป ๔ [ได้อรูปฌาน] เพราะฉะนั้น “โคตรภูธรรม ๘”  ย่อมเกิดขึ้นด้วย “อำนาจแห่งสมถะ” เพราะ (๑) ครอบงำนิวรณ์เพื่อได้ ปฐมฌาน (๒) ครอบงำวิตกและวิจารเพื่อได้ ทุติยฌาน (๓) ครอบงำปีติเพื่อได้ ตติยฌาน (๔) ครอบงำสุขและทุกข์เพื่อได้ จตุตถฌาน (๕) ครอบงำรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา เพื่อได้ อากาสานัญจายตนสมาบัติ (๖) ครอบงำอากาสานัญจายตนสัญญาเพื่อได้ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๗) ครอบงำวิญญานัญจายตนสัญญาเพื่อได้ อากิญจัญญายตนสมาบัติ (๘) ครอบงำอากิญจัญญายตนสัญญาเพื่อได้ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ และอีกนัยหนึ่ง “โคตรภูตธรรม ๑๐” ย่อมเกิดขึ้นด้วย “อำนาจแห่งวิปัสสนา” เพราะ (๑) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้ โสดาปัตติมรรค (๒) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อ โสดาปัตติผลสมาบัติ (๓) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอกเพื่อได้ สกทาคามรรค (๔) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อ สกทาคามิผลสมาบัติ (๕) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้ อนาคามิมรรค (๖) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อได้ อนาคามิผลสมาบัติ (๗) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร  ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้ อรหัตมรรค (๘) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมาปฏิสนธิ เพื่อได้ อรหัตผลสมาบัติ (๙) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อได้ สุญญตวิหารสมาบัติ  และ (๑๐) ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อได้  

 

“จริต ๖” หมายถึง ความประพฤติปกติ ความประพฤติซึ่งหนักไปทางใดทางหนึ่งอันเป็นปกติประจำอยู่ในสันดาน พื้นเพของจิต อุปนิสัย พื้นนิสัย แบบหรือประเภทใหญ่ๆ แห่งพฤติกรรมของคน ตัวความประพฤติเรียกว่า “จริยา” บุคคลผู้มีความประพฤติอย่างนั้นๆ เรียกว่า “จริต” ได้แก่

(๑) “ราคจริต” ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางรักสวยรักงาม กรรมฐานคู่ปรับสำหรับแก้ คือ อสุภะและกายคตาสติ

(๒) “โทสจริต” ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางใจร้อนหงุดหงิด กรรมฐานที่เหมาะ คือ พรหมวิหารและกสิณ โดยเฉพาะวัณณกสิณ

(๓) “โมหจริต” ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางเขลา เหงาซึม เงื่องงง งมงาย กรรมฐานที่เกื้อกูล คือ อานาปานสติ และพึงแก้ด้วยมีการเรียน ถาม ฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรืออยู่กับครู

(๔) “สัทธาจริต” ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางมีจิตซาบซึ้ง ชื่นบานน้อมใจเลื่อมใสโดยง่าย  พึงชักนำไปในสิ่งที่ควรแก่ความเลื่อมใส และความเชื่อที่มีเหตุผล เช่น พิจารณาอนุสติ ๖ ข้อต้น

(๕) “พุทธิจริต–ญาณจริต” ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางใช้ความคิดพิจารณา พึงส่งเสริมด้วยแนะนำให้ใช้ความคิดในทางที่ชอบ เช่น พิจารณาไตรลักษณ์ กรรมฐานที่เหมาะ คือ มรณสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฏฐาน และ อาหาเรปฏิกูลสัญญา

(๖) “วิตกจริต” ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติปกติ ประพฤติหนักไปทางนึกคิดจับจดฟุ้งซ่าน พึงแก้ด้วยสิ่งที่สะกดอารมณ์ เช่น เจริญอานาปานสติ หรือ เพ่งกสิณ เป็นต้น

 

เพราะฉะนั้น คำว่า “การพัฒนาตนเอง” ก็มีนัยตรงกับ (๑) คำว่า “อัตตสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว เป็นผู้รู้เข้าใจตัวตนหรือจิตวิญญาณของตนดีแล้ว (๒) “อัตตสัมมาปณิธิ” [อตฺตสมฺมาปณิธิ] คือ ตั้งตนไว้ชอบ ตั้งจิตคิดมุ่งหมายนำตนไปถูกทาง ย่อมจัดเป็นอุดมมงคลอย่างหนึ่ง ดังเช่น บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำตนซึ่งเป็นผู้ทุศีล ให้ตั้งอยู่ในศีล “สีลสัมปทา” ทำตนซึ่งไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ใน “ศรัทธาสัมปทา” ทำตนซึ่งเป็นคนตระหนี่ให้ตั้งอยู่ใน “จาคะสัมปทา” พร้อมด้วย “ปัญญาสัมปทา” โดยนัยย่อ คือ “สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔” หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้าธรรมเป็นเหตุให้สมหมาย หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นสูงขึ้นไป อันได้แก่ ความมีจิตใจเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมความดี ทำให้ชีวิตนี้มีค่าและเป็นหลักประกันชีวิตในภพหน้า ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยธรรม ๔ ประการ ได้แก่ 

(๑) “สัทธาสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว คือ “กัมมัสสกตาสัทธา” หรือ เชื่อกรรมและผลของกรรม เชื่อกฎแห่งกรรม นั่นคือ “กัมมผลสัทธา” เชื่อปัญญาตรัสรู้ของตถาคต หรือเชื่อพระรัตนตรัย ชื่อว่า “ตถาคตโพธิสัทธา–รตนัตตยสัทธา” หรือ “สัทธา ๔” ได้แก่ (๑) “อาคมนสัทธา–อาคมนียสัทธา–อาคมสัทธา” ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี (๒) “อธิคมสัทธา–อธิคมนสัทธา” ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ (๓) “โอกัปปนสัทธา–โอกัปปนียสัทธา–อธิโมกข์–อธิโมกขสัทธา” ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง และ (๔) “ปสาทสัทธา” ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

(๒) “สีลสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยศีล ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ก็รักษากายวาจาให้เรียบร้อยประพฤติอยู่ในคลองธรรม ถ้าเป็นภิกษุก็สำรวมในพระปาฏิโมกข์ มีมารยาทดีงาม เป็นต้น

(๓) “จาคสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน เป็นการเฉลี่ยสุขให้แก่ผู้อื่น พึงเพิ่มพูนจาคะ นั่นคือ “ปริจจาคะ” ความเสียสละ ความเผื่อแผ่เสียสละ มีน้ำใจ และ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังและร่วมมือ ไม่คับแคบเอาแต่ตัว หรือประกอบด้วย “จาคาธิฏฐาน” คือ ที่มั่นคือจาคะ ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจให้เป็นฐานที่มั่น คือ “จาคะ” ผู้มีการให้การสละละวางเป็นฐานที่มั่น

(๔) “ปัญญาสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ และเข้าใจชีวิตนี้ตามความเป็นจริง ที่จะไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมา หรือ “มีสติสัมปชัญญะ” หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท หมั่นใช้หมั่นพัฒนาปัญญาด้วย “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งทำให้เกิดความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล มองเห็นโลกและชีวิตตามเป็นจริง

 

อย่างไรก็ตาม “การพัฒนาตนเอง” ตามนัยทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง “ภาวิตัตต์” คือ ผู้ที่ได้เจริญภาวิต ๔ ประการมาด้วยดี ได้แก่ ภาวิตกาย ภาวิตศีล ภาวิตสมาธิ ภาวิตปัญญา นั่นคือ “ภาวนา ๔” มีบทสรุปด้วยคุณบทแห่งบุคคล คือ “อริยุบลคลแห่งอรหันต์” [พระอรหัตตขีณาสพ] หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “มัคคสมังคี” ผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยองค์มรรคทั้ง ๘ ประการอันประเสริฐ คือ ผู้ที่พัฒนาตนจนถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘ และอริยมรรค ๔ แห่งมัชฌิมาปฏิปทา” อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า เป็นบุคคลที่ได้พัฒนาตนจนบรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณโดยชอบดีแล้ว ซึ่งประกอบด้วย (๑) “สมถะ–สมถภาวนา” คือ ได้บรรลุถึงผลแห่งอธิจิตตสิกขา ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อันเป็นฝ่ายเจโตวิมุตติ (๒) “วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา” คือ ได้บรรลุถึงผลแห่งอธิคมสมณธรรม อันเป็นธรรมวิเศษ ด้วยการเจริญโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ หรืออธิปัญญาสิกขา ซึ่งประกอบด้วยองค์มรรค ๒ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ อันเป็นฝ่ายปัญญาวิมุตติ ส่วนคำว่า “อริมรรค” หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นสัมมาปฏิทาอันยิ่ง ที่ทำให้สามารถบรรลุถึงความเป็นอริยบุคคลได้ นั่นคือ “ความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ (๑) ทุกข์–ทุกข์สัจจ์–ทุกขญาณ–ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขญาณ (๒) สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–สมุทยญาณ–ทุกขสมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขสมุทยญาณ (๓) นิโรธ–นิโรธสัจจ์–นิโรธญาณ–ทุกขนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธญาณ และ (๔) มรรค–มรรคสัจจ์–มรรคญาณ–มัคคญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–ทุกขนิโรธคามินีอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ซึ่งในข้อนี้ประกอบด้วย “มรรคสมาธิ” เป็นจิตตัววิปัสสนา พร้อมด้วยผลแห่งมรรค ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค ตามลำดับ โดยเฉพาะในข้อที่เรียกว่า “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” หรือ “มรรคญาณ–มัคคญาณ–ทุกขคามินีปฏิปทาญาณ” ที่เป็นปัญญาละระงับกิเลสสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ ซึ่งเป็นสภาวะที่ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้วบรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ที่เรียกว่า “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส”

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น กับทำ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] นั่นคือ “ติด–โกรธ–หลง” ให้เบาบางลง

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นผลของเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ”

(๔) “อรหัตตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา”

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในการเจริญมัคคญาณนั้น ในแต่ละขั้นของการบรรลุถึงความเป็นอริยบุคคลนั้น [ปัญญาวิมุตติ] รวมทั้งการบรรลุฌานวิถีในแต่ละขั้นนั้น [เจโตวิมุตติ] จะต้องประกอบด้วยองค์มรรคทั้ง ๘ ประการ คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” เพราะฉะนั้น คำว่า “อริยมรรค” จึงหมายถึง (๑) “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” และ (๒) “อริยมรรคมีองค์ ๘” ตามลำดับ ข้อพึงพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ คือ การบรรลุเข้าถึงอริยมรรคนั้น ไม่สามารถแยกได้เด็ดขาดระหว่าง “เจโตวิมุตติ” [ฌานปัจจัย] กับ “ปัญญาวิมุตติ” [มรรคปัจจัย] เพราะต่างก็เป็นปัจจัยรวมกัน ที่ประกอบด้วยปัจจัย ๔ ประการ ได้แก่ (๑) เป็นสภาวะหรือปรากฏการณ์ที่เกิดร่วมกัน “สหวุตติ” คือ (๒) มีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกุปปาทะ” (๓) ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกนิโรธะ” และ (๔) มีอารมณ์แห่งกรรมฐานเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว ที่เรียกว่า “เอกนิสสยะ” นั่นคือ “มรรคสมาธิ” ในฌานวิถีแต่ละขั้นเป็น “ตัววิปัสสนา” และ “ญาณ” คือ ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ที่เกิดขึ้นเป็น “ญาณทัสสนะ” คือ การเห็นด้วยญาณในวิปัสสนา และเกิดปัญญาความรู้ [วิชชา = ความรู้แจ้ง] ในภูมิแห่งวิปัสสนานั้นๆ ซึ่งหมายถึง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” คือ ปัญญารู้เห็นตามที่เป็นจริงหรือตามกำหนดธรรมดา หรือ “กฎธรรมชาติ” [การเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ = สัมมสนญาณ กับ วิปัสสนาญาณ ๙] กล่าวสรุปโดยย่อ ถ้าไม่สามารถบรรลุถึงฌานได้ ญาณในวิปัสสนาย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ถึงแม้เกิดขึ้นได้ก็ไม่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ย่อมเป็น “มิจฉาสมาธิ” และ “มิจฉาญาณ” เพราะฉะนั้น การเจริญภาวนาหรือการบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อเผ่าผลาญกิเลสราคะหรือกิเลสตัณหาอย่างสืบเนื่องอยู่เป็นนิตย์ คือ ทำให้มาก ทำให้เกิดความชำนาญ อย่าได้ขาด ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย (๑) อริยมรรค และ (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เกิดขึ้นพร้อม (๓) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ แห่งบาทวิถีโดยมัชฌิมาปฏิปทา อันเป็นทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแน่นอน.

 

 

 

Visitor Number:
4806358