๗๔. ทัสสนานุตตริยะแห่งอริยมรรค

         Supreme Visions for the Noble Path

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1171

ความสำคัญของบทความ

 

สิ่งหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมมักหลงประเด็นสำคัญในภาวนา คือ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ที่นำโดย (๒) “โยนิโสมนสิการ” คือ ความทำในใจโดยแยบคาย ความใส่ใจอย่างฉลาดมีอุบายในการแก้ปัญหา กับ (๒) “อโยนิโสมนสิการ” คือ ความทำในใจโดยไม่แยบคาย ความใส่ใจอย่างไม่ฉลาด การใส่ใจโดยไม่มีอุบาย การใส่ใจนอกทาง เช่น การใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ๑ สิ่งเป็นทุกข์ว่าสุข ๑ สิ่งเป็นอนัตตาว่าอัตตา ๑สิ่งไม่งามว่างาม ๑ (ข้อ ๔ ในวิปลาส ๔) ซึ่งมีเหตุปัจจัยมาจาก (๑) “สัญญาวิปลาส”  คือ หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง (๒) “จิตตวิปลาส” คือ ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง (๓) “ทิฏฐิวิปลาส” คือ ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น กามฉันท์ย่อมเกิดขึ้นเพราะมนสิการโดยไม่แยบคายใน “สุภนิมิต” คือ สิ่งที่งามก็ดี อารมณ์ที่งามก็ดี = ธรรมฝ่ายเกิดเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งเป็นอาหารของกามฉันท์ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อทำให้กามฉันท์ที่เกิดแล้วให้กำเริบยิ่งขึ้นดังนี้ ส่วนกามฉันท์นั้น จะละได้ก็ด้วย “โยนิโสมนสิการ” คือ การใส่ใจโดยแยบคายใน “อสุภนิมิต” คือ สิ่งที่ไม่งามก็ดี อารมณ์ที่ไม่งามก็ดี  = ธรรมฝ่ายดับเหตุแห่งทุกข์ การใส่ใจโดยอุบาย การใส่ใจถูกทาง การใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ๑ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าทุกข์ ๑ ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าไม่ใช่ตัวตน ในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่งาม ๑ ย่อมชื่อว่า “โยนิโสมนสิการ” เมื่อบุคคลทำโยนิโสมนสิการนั้น ให้เป็นไปมากๆ ในอสุภนิมิตนั้น ย่อมละ “กามฉันท์” เสียได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า: “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสุภนิมิตมีอยู่ การทำให้มากๆ ซึ่งโยนิโสมนสิการในอสุภนิมิตนั้น นี้เป็นอาหาร เพื่อความไม่เกิดแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อละกามฉันท์ที่เกิดแล้ว” นอกจากนี้ ยังต้องมีอุบายในใจที่แยบคายด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อละกามฉันท์ ได้แก่ (๑) การถืออสุภนิมิตเป็นอารมณ์ (๒) การประกอบเนืองๆ ซึ่งอสุภภาวนา (๓) การรักษาทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (๔) ความรู้จักประมาณในโภชนะ (๕) ความมีกัลยาณมิตร (๖) พูดแต่เรื่องที่เป็นสัปปายะเกื้อต่อการภาวนา ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเจริญภาวนานั้น ทำให้เห็นธรรม ๒ ประการ (๑) อกุศลธรรม–กุศลธรรม และ (๒) ธรรมฝ่ายเกิดเหตุปัจจัยในอกุศลธรรม–ธรรมฝ่ายดับเหตุปัจจัยในอกุศลธรรม วิธีคิดด้วยอุบายในใจอย่างแยบคายดังกล่าวนี้ เป็นทักษะการมนสิการกรรมฐานทั้งหลาย ที่ทำให้เกิด “ปัญญาเห็นแจ้งอันเยี่ยมในธรรม” ที่หมายถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” เพราะเป็นปัญญาที่เห็นเหตุปัจจัยตาม หลักปัจจยาการ–ปฏิจจสมุปบาท และเห็นนามรูปโดย ไตรลักษณ์ (อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา) ที่สัมปยุตต์ด้วย “อริยสัจจ์ ๔” และ “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นสัมมาปฏิปทาอันยิ่ง ฉะนั้น จึงเป็นอุบายอย่างชาญฉลาดในธรรมตามสภาพเป็นจริง (สัจฉิกัตถะ–ปรมัตถะ) ด้วยว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ปัญญาที่เห็นธรรมนี้ เป็นสิ่งที่มีสภาพแท้จริงโดยปรมัตถ์ ไม่เป็นอื่นใด โดยไม่วิปริต.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๗๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – ทัสสนานุตตริยะแห่งอริยมรรค

 

อันคุณค่าในความเป็นมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ตราบใดก็ตาม อุปนิสัยรักเรียนใคร่ศึกษา “พาหุสัจจะ” ที่ไม่หยุดนิ่ง ที่เรียกว่า “การศึกษาเพื่อชีวิต” นั้น ย่อมนับเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวัดคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรหรือสังคมเสมอ แต่ในมุมมองทางพระพุทธศาสนานั้น “ผู้คงแก่เรียน–พหูสูต” ถือเป็นคุณบทแห่งบุคคลระดับ “พระอรหันต์” อันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ (พระศาสนา–ไตรสิกขา) ฉะนั้น ปัญญาขั้นแรกสุดในการออกบวช ก็คือ “ปฏิสัมภิทา ๔” (The Four Analytic Insights) หมายถึง ปัญญาแตกฉาน (Discrimination) ปัญญาล้ำเลิศเป็นพิเศษ (Illumination) ความเป็นอัจฉริยะ (Genius) หรือ ความเป็นปราชญ์แห่งมุนี (Prodigy of the Calmed One) อนึ่ง บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ–พระอรหันต์ผู้เข้าถึงกระแสแห่งจตุปฏิสัมภิทาญาณ” ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับ คำว่า “ตถาคต” ตามนัยแห่งปัญญาญาณ เพราะทรงรู้ความจริงแท้ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 241–242 FILE 45) ดังนี้ 

 

ถามว่า:  “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ชื่อว่า “ตถาคต เพราะตรัสรู้ความแท้จริง” เป็นอย่างไร

ตอบว่า:  “อริยมรรคญาณ ๔” ชื่อว่า “ความแท้จริง” จริงอยู่ “อริยมรรคญาณ” เหล่านั้น ชื่อว่า “แท้จริง ไม่เป็นอย่างอื่น” เพราะ (๑) ไม่ผิดสภาวะ และ (๒) ลักษณะพร้อมด้วยรสของ “อริยสัจจ์ ๔” อันเป็นเหตุแห่งความเป็นไป (อนุโลม) การกลับไป (ดับเหตุนั้น–ปฏิโลม) และ ทั้งสองอย่างนั้น รวบรวมธรรมที่ควรรู้ไว้ทั้งหมดอย่างนี้ว่า: นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ และ ของธรรมทั้งหลายเพื่อความเป็นไปโดยอาการไม่วิปริต อันได้แก่ “การไม่ลุ่มหลง” และ การตรัสรู้ใน “อริยมรรคญาณ” นั้น ซึ่งได้ด้วยการตัดขาดฝ่ายที่เศร้าหมอง ตรัสรู้ผูกพันสภาวะตามเป็นจริง อันมี “วิภาคแห่งอริยมรรคญาณ” นั้น เป็นต้นว่า (๑) “ทุกข์” มีการเบียดเบียน ปรุงแต่ง เผา แปรปรวน เป็นอรรถ (๒) “สมุทัย” มีการขวนขวายเป็นเหตุ พัวพัน ห่วงใย เป็นอรรถ (๓) “นิโรธ” เป็นเครื่องสลัดออก สงัดจากกิเลส ไม่ปรุงแต่งอมตะ เป็นอรรถ (๔) “มรรค” นำออกไป เป็นเหตุ เป็นทัสสนะ เป็นอธิบดี เป็นอรรถ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้อื่นแนะนำ ทรงรู้ คือ บรรลุ “อริยมรรคญาณ” เหล่านั้นด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่า “ตถาคต เพราะตรัสรู้ความแท้จริง”

 

อนึ่ง “มรรคญาณควรให้แจ่มแจ้งด้วยประการใด” ดังนี้

(๑) “อัปปฏิหตญาณ” —ญาณที่ไม่มีอะไรกระทบได้

(๒) “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” —ญาณคือปฏิสัมภิทา ๔: อัตถปฏิสัมภิทา ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ๑

(๓) “จตุเวสารัชชญาณ” —ญาณคือเวสารัชชธรรม ๔: สัมมาสัมพุทธปฏิญญา ๑ ขีณาสวปฏิญญา ๑ อันตรายิกธรรมวาทะ ๑ นิยยานิกธรรมเทศนา ๑

(๔) “ปัญจคติปริจเฉทญาณ” —ญาณคือกำหนดคติ ๕: นรก ๑ กำเนิดเดียรัจฉาน ๑ เปรตวิสัย ๑ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑

(๕) “อสาธารณญาณ” —ญาณคืออสาธารณะ ๖: อินทริยปโรปริยัตตญาณ ๑ อาสยานุสยญาณ ๑ ยมกปาฏิหาริยญาณ ๑ มหากรุณาสมาปัตติญาณ ๑ สัพพัญญุตญาณ ๑ อนาวรณญาณ ๑

(๖) “สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ” —ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งโพชฌงค์ ๗: สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑

(๗) “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” —ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘: สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑

(๘) “นวานุปุพวิหารสมาปัตติญาณ” —ญาณคือการเข้าอนุปุพวิหาร ๙: รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ นิโรสมาบัติ ๑

(๙) “ทศพลญาณ” —ญาณเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐: ฐานาฐานญาณ ๑ กรรมวิปากญาณ ๑ สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ๑ นานาธาตุญาณ ๑ นานาธิมุตติกญาณ ๑ อินทริยปโรปริยัตตญาณ ๑ ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ๑ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

 

ญาณทั้งหมดของพระผู้มีพระภาคเจ้า ควรให้แจ่มแจ้งในกาล ๓ ในมรรคญาณนั้นควรรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มีสภาวกิจ เป็นต้น มีที่อยู่วิเศษ เป็นต้น และมีนามและโคตรอันเนื่องด้วยขันธ์ เป็นต้น ในขันธ์ธาตุอายตนะที่เป็นอดีตอันแตกต่างกันมีเลว เป็นต้น ของสัตว์ผู้แตกต่างกันมีความเลว เป็นต้น อันไม่มีประมาณในโลกธาตุอันไม่มีประมาณ อนึ่ง พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ข้องไม่มีอะไรกระทบแล้ว ในความวิเศษมี วรรณ สัณฐาน กลิ่น รส และ ผัสสะ เป็นต้น ของรูปธรรมอันเกิดขึ้น เพราะปัจจัยนั้นๆ ในรูปธรรมทั้งหลายอันละเอียดยิ่ง ตั้งอยู่ภายในและอยู่ไกล อันเนื่องด้วย “อนินทรีย์” ย่อมเป็นไปโดยประจักษ์ในที่ทั้งปวง ดุจมะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือ

 

ญาณเหล่านี้ คือ ญาณในอนาคตและปัจจุบัน ก็เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า “อัปปฏิหตญาณในกาล ๓” เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า “อัปปฏิหตญาณ” ของพระผู้มีพระภาคเจ้า “ผู้เป็นพุทธะ” ในส่วนอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็ญาณเหล่านั้น ชื่อว่า “จริงแท้ไม่เป็นอย่างอื่น” เพราะไม่ผิดไปจากสภาวลักษณะพร้อมด้วยรสแห่งธรรมทั้งหลายในญาณนั้นๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุญาณเหล่านั้นด้วย “สยัมภูญาณ” จึงชื่อว่า “ตถาคต เพราะทรงรู้ความจริงแท้” ด้วยประการฉะนี้ …ฯลฯ

 

อนึ่ง “ปฏิสัมภิทา” มี ๔ อย่างคือ อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในอรรถ) ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม) ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ) ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ) ๑ …ฯลฯ

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณา “ปฏิสัมภิทา ๔” เพิ่มติมในรายละเอียด ดังนี้

 

“ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล  

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้  

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติและภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้  

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์  

 

 

เพราะฉะนั้น คำว่า “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” นี้ เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ ยังไม่ใช่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาทฐานในกระแสแห่งอริยมรรคนั้น ย่อมเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ แนวปฏิบัติ ทางดำเนิน การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ “ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ” (สัลเลขธรรม–ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส: สัลเลขัฏฐญาณ) ที่เรียกว่า “ทุกขาปฏิปทา–ทันธาภิญญา” หมายถึง “ปฏิบัติลำบาก–ทั้งรู้ได้ช้า” ต้องอาศัยความเพียรความอดทนเป็นอย่างมาก ที่เรียกว่า “อธิจิตต์” ได้แก่ (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ (๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔ ซึ่งก็หมายถึง “จิตตภาวนา” (ข้อ ๓ ในภาวนา ๔) คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น

เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น ในฐานของจิตนี้ มีองค์ประกอบเกิดจาก “กายภาวนา” (ร่างกายสุขภาพดี) กับ “สีลภาวนา” (สีลสัมปทา) มาดี รายละเอียดในการพัฒนาจิตใจให้มีคุณภาพสูงนั้น ดังนี้

 

ว่าด้วย จิตตภาวนา

“สมถภาวนา” ด้วยการเจริญ “อนุบุพพวิหาร ๙” คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ แต่ในที่นี้จะนำเสนอออกเป็น ๕ ประการ ดังนี้

(๑) “รูปสมาบัติ” คือ การเข้าถึงฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์หรือฌานที่เป็นรูปาวจร ที่เรียกว่า “รูปฌาน ๔” ได้แก่ (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตติยฌาน (๔) จตุตถฌาน ฉะนั้น จิตได้ยกระดับขึ้นสู่ “รูปาวจรกุศลจิต” (ยกระดับได้ถึงขั้น พระอนาคามี = สุทธาวาส ๕ ได้แก่ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และ อกนิฏฐา)

(๒) “อรูปสมาบัติ” คือ การเข้าถึงฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์หรือฌานที่เป็นอรูปาวจร ที่เรียกว่า “อรูปฌาน ๔” ได้แก่ (๑) อากาสานัญจายตนสมาบัติ (๒) วิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๓) อากิญจัญญายตนสมาบัติ (๔) เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฉะนั้น จิตได้ยกระดับขึ้นสู่ “อรูปาวจรกุศลจิต” อนึ่ง “สมาบัติ ๘” (รูปฌาน ๔ –อรูปฌาน ๔) เรียกว่า “ทิพยวิหารธรรม”

(๓) “พรหมวิหารสมาบัติ” คือ การเข้าถึงการแผ่คุณธรรมประจำใจอันประเสริฐ หรือธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ให้แก่คน ๔ ประเภท ได้แก่ ต่อตนเอง ต่อคนที่รัก ต่อคนที่เป็นกลางๆ ต่อศัตรูคนคู่เวร ๑ ด้วยการแผ่ไปทั่วอย่างไม่มีขอบเขต (อโนธิโสผรณา) ทั้งแบบจำกัดขอบเขต (โอธิโสผรณา) และแบบเฉพาะเป็นทิศๆ (ทิสาผรณา) ที่เรียกว่า “อัปปมัญญา ๔” ได้แก่ (๑) เมตตาเจโตวิมุตติ (๒) กรุณาเจโตวิมุตติ (๓) มุทิตาเจโตวิมุตติ (๔) อุเบกขาเจโตวิมุต ฉะนั้น จิตได้ยกระดับขึ้นสู่ “รูปาวจรกุศลจิต” อนึ่ง “อัปปมัญญา ๔” เรียกว่า “พรหมวิหารธรรม”

(๔) “นิโรธสมาบัติ” คือ สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา ได้แก่ “สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑” นั่นคือ “อุภโตภาควิมุต” (ข้อ ๑ ในอริยบุคคล ๗) หมายถึง อริยบุคคลผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัส “วิโมกข์ ๘” ด้วยกาย และ สิ้นอาสวะแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้ “เจโตวิมุตติ” ขั้น “อรูปสมาบัติ” มาก่อนที่จะได้ “ปัญญาวิมุตติ” (ข้อ ๒ ในอริยบุคคล ๗)

(๕) “ผลสมาบัติ” คือ สมาบัติที่ทำให้ถึงสามัญผลทั้ง ๔ อย่าง (ฌานวิโมกข์) ได้แก่ (๑) โสดาปัตติผลสมาบัติ (๒) สกทาคามิผลสมาบัติ (๓) อนาคามิผลสมาบัติ (๔) อรหัตตผลสมาบัติ อนึ่ง “ผลสมาบัติ” เรียกว่า “อริยวิหารธรรม” (อนึ่ง ผลสมาบัติ ย่อมเกิดขึ้นกับสมาธิในทุกระดับฌาน ที่เรียกว่า “ทิฏฺธมฺมสุขวิหารา” คือ อยู่เป็นสุขด้วยผลสมาบัติในปัจจุบัน) ให้พิจารณาบทต่อไปนี้

  

บทว่า: “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลนั้นบำเพ็ญปฏิปทา เจริญมรรค กระทำให้แจ้งซึ่งผล บรรลุ “ผลสมาบัติ” ซึ่งมี “นิพพาน” เป็นอารมณ์ อันถึงการนอนที่ประเสริฐ คือ “นิโรธ” อันมี “อมตนิโรธ” เป็นอารมณ์ เสวยเวทนาอันมีสุขโดยส่วนเดียวฉันนั้นเหมือนกัน (สมาธินี้อำนวยความสุขที่เป็นปัจจุบันให้และยังมีความสุขเป็นวิบากต่อไป)” (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 93 FILE 18)

 

บทว่า: “ผาสุวิหาโร โหติ” คือ ความเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่สบาย นั่นคือ เมื่อบำเพ็ญในการปฏิบัติอันภิกษุนั้นบำเพ็ญให้บริบูรณ์แล้ว ภิกษุทำให้แจ้ง “อรหัตผล” เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่สบายด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ “ผลสมาบัติ” เมื่อไม่สามารถบรรลุอรหัต และเมื่อบำเพ็ญข้อปฏิบัติจนบริบูรณ์ ชื่อว่า “ความเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่สบายแม้เบื้องหน้า” (เพราะว่าไม่มีความสุข ที่ยิ่งไปกว่าความสุขที่เกิดจากผลสมาบัตินั้น สมาธินี้อำนวยความสุขที่เป็นปัจจุบันให้และยังมีความสุขเป็นวิบากต่อไป) พึงทราบอรรถในวาระทั้งปวงโดยนัยนี้ ด้วยประการฉะนี้ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 406 FILE 20)

 

 

อย่างไรก็ตาม ใน “การเจริญสมาธิภาวนา–เจโตวิมุตติ” (การทำเอกัคคตาไว้ในใจโดยแยบคาย ไม่ว่าจะเป็น “อุปาจรโยนิโสมนสิการ” หรือ “อัปปนาโยนิโสมนสิการ” ก็ตาม) นั้น ย่อมเกิดขึ้นคู่กับ “การเจริญวิปัสสนาภาวนา–ปัญญาวิมุตติ” เสมอ และในขณะเดียวกัน ต้องประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” (สัมมาสติ–จิตตัววิปัสสนา คือ “ญาณทัสสนะ” คือ มีทั้ง “ปัญญาในสมาธิ” คือ สมาธิ ๓: สุญญตสมาธิ–สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง อนิมิตตสมาธิ–สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต อัปปณิหิตสมาธิ–สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา และ “ปัญญาในวิปัสสนา” คือ วิโมกข์ ๓: สุญญตวิโมกข์–หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น อนิมิตตวิโมกข์–หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต อัปปณิหิตวิโมกข์–หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา อนึ่ง ให้เปรียบเทียบกับ “อนุปัสสนาญาณ ๓” ได้แก่ อนิจจานุปัสสน–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา ซึ่งทำให้เกิด ชวนปัญญา–นิพเพธิกปัญญา–มหาปัญญา) ทุกขั้นตอนเช่นกัน ยกตัวอย่าง “อาเนญชสมาธิ” ซึ่งเรียกว่า “อาเนญชวิหารธรรม” ดังคำบรรยายในบทต่อไปนี้

 

บทว่า: อนึ่ง พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย กล่าวไว้ว่า การบัญญัติฌาน ๕ เหล่านี้ว่าเป็น “อาเนญชะ” (เพราะอรรถว่าตนเองก็ไม่หวั่นไหว) คือ “รูปาวจรจตุตถฌาน” เท่านั้น ที่เป็นไปด้วยอำนาจการเจริญการสำรอกรูป ๑ “อรูปาวจรฌาน ๔” ที่เป็นไปโดยจำแนกตามอารมณ์ (จตุตถฌาน ๑ อากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ๑ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ๑ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑) บรรดาฌานเหล่านั้น “อรหัตผลสมาบัติ” ทำฌานอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นบาทแล้วจึงเข้า ชื่อว่า “อาเนญชสมาธิ” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 320 FILE 44)

  

บทว่า: “รูปาวจรจตุตถฌาน” ถึงความไม่หวั่นไหว เพราะประกอบด้วย “โวทานธรรม” ทั้ง ๑๖ ประการ (การชำระล้างให้บริสุทธิ์–การทำให้สะอาดไม่มัวหมอง หรือ “โวทานํ” ได้แก่ ความผ่องแผ้ว ธรรมฝ่ายวิเศษ) สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า:

(๑) จิตที่ไม่ฟุบลง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)

(๒) จิตที่ไม่ฟูขึ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

(๓) จิตไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ราคะ (ความกำหนัด)

(๔) จิตไม่ผลักออก ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน พยาบาท (ความขัดเคืองแค้นใจ)

(๕) จิตที่ไม่เกี่ยวเกาะ ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)

(๖) จิตที่ไม่ผูกพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ฉันทราคะ (ความพอใจติดใคร่)

(๗) จิตที่หลุดพ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กามราคะ (ความติดใจในกามคุณ)

(๘) จิตที่ไม่พัวพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลส (ความเศร้าหมอง)

(๙) จิตที่ไม่มีเขตแดน เป็นต้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน เขตแดน (กิเลส)

(๑๐) จิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลสต่างๆ   

(๑๑) จิตที่ศรัทธากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อสัทธิยะด้วยความไม่มีศรัทธา

(๑๒) จิตที่วิริยะกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน)

(๑๓) จิตที่สติกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ปมาทะ (ความประมาท)

(๑๔) จิตที่สมาธิกำกับแล้ว ชื่อ อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)

(๑๕) จิตที่ปัญญากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อวิชชา (ความไม่รู้จริง)

(๑๖) จิตที่ถึงความสว่างแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ความมืดแห่งอวิชชา

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 318–319 FILE 44)

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาควรทำความเข้าใจให้เห็นภาพรวมในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย อันถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานก่อน ส่วนการเลือกปฏิบัตินั้น ก็ให้จัดการกำกับให้เหมาะสมกับจริตอุปนิสัยของตน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จในอริยมรรค โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้

(๑) “อนุปุพพสิกขา ๓” คือ การศึกษาไปตามลำดับ ได้แก่ ไตรสิกขา: อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ซึ่งสัมปยุตต์ด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘

(๒) “อนุปุพพกิริยา” คือ การทำไปตามลำดับ ได้แก่ ธุดงค์ธรรม ๑๓

(๓) “อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙” คือ การเข้าถึงความเสวยสุขตามลำดับ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ ได้แก่ รูปฌานสมาบัติ ๔ อรูปฌานสมาบัติ ๔ (พรหมวิหารสมาบัติ) นิโรธสมาบัติ ๑

(๔) “อนุปุพพปฏิปทา ๔” คือ การปฏิบัติไปตามลำดับ ได้แก่ อนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ การจำแนกอารมณ์ ๓๘ โพธิปักขิยธรรม ๓๗

(๕) “อนุปุพพวิปัสสนาวิหารธรรม” คือ การเห็นแจ้งไปตามลำดับ ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙

 

 

ในการเห็นธรรมทั้งหลายที่ได้เลือกจัดกลุ่มตามความสัมพันธ์แห่งปัจจัยร่วมกันนั้น ย่อมทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตน ซึ่งถือเป็นการเห็นเชิงองค์รวมที่มีประสิทธิภาพ เรื่องแรกที่สำคัญยิ่ง คือ “สมาธิ–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” อันเป็นธรรมหลักในการเจริญฌานสมาบัติทั้งหลาย ที่เรียกว่า “สมาบัติ ๘: รูปฌานสมาบัติ ๔–อรูปฌานสมาบัติ ๔” จนถึงการเข้านิโรธสมาบัติ อันเป็นขั้นตอนการฝึกจิตให้มีพลังอำนาจให้เกิดฤทธิ์ ทำให้เกิด “ญาณในสมาธิ” และ “ญาณในวิปัสสนา” นั่นคือ “อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙” (สมาบัติ) ดังนี้

 

 

๑๑. อนุปุพพนิโรธสูตร

ว่าด้วย อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ

(พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 820 FILE 37)

 

[๒๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ” นี้ “๙ ประการ” เป็นไฉน ดังนี้

(๑) อามิสสัญญา (กามสัญญา–ความอยากได้) ของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป

(๒) วิตกวิจาร ของผู้เข้าทุติยฌาน ย่อมดับไป

(๓) ปีติ ของผู้เข้าตติยฌาน ย่อมดับไป

(๔) ลมอัสสาสปัสสานะ ของผู้เจ้าจตุตถฌาน ย่อมดับไป

(๕) รูปสัญญา ของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌาน ย่อมดับไป

(๖) อากาสานัญจายตนสัญญา ของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน ย่อมดับไป

(๗) วิญญาณัญจายตนสัญญา ของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน ย่อมดับไป  

(๘) อากิญจัญญายตนสัญญา ของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ย่อมดับไป

(๙) สัญญาและเวทนา ของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ” นี้แล

 

จบ อนุปุพพนิโรธสูตรที่ ๑๑ -----------

 

 

[๓๕๕] อนุปุพพวิหาร ๙

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 252–254 FILE 16)

 

(๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง “ปฐมฌาน” มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกอยู่

(๒) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าถึง “ทุติยฌาน” มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

(๓) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติปราศจากไป เข้าถึง “ตติยฌาน” ที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุขดังนี้

(๔) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าถึง “จตุตถฌาน” ไม่มีทุกข์และสุขเพราะละทุกข์และสุข ลำดับโสมนัสโทมนัสในกาลก่อน มีอุเบกขา เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

(๕) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญา เข้าถึง “อากาสานัญจายตนะ” ด้วยมนสิการว่า “อากาศหาที่สุดมิได้” (ไว้ในใจโดยแยบคาย –อัปปนาโยนิโสมนสิการ หรือ อุปจารโยนิโสมนสิการ) ดังนี้อยู่

(๖) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วงซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง “วิญญาณัญจายตนะ” ด้วยมนสิการว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” ดังนี้อยู่

(๗) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง “อากิญจัญญายตนะ” ด้วยมนสิการว่า “ไม่มีอะไร” ดังนี้อยู่

(๘) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” อยู่

(๙) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึง “สัญญาเวทยิตนิโรธ” (เข้านิโรธสมาบัติ) อยู่

  

 

[๓๕๖] อนุปุพพนิโรธ ๙

(๑) กามสัญญา ของท่านผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป

(๒) วิตก วิจาร ของท่านผู้เข้าทุติยฌาน ย่อมดับไป

(๓) ปีติ ของท่านผู้เข้าตติยฌาน ย่อมดับไป

(๔) ลมอัสสาสะและปัสสาสะ ของท่านผู้เข้าจตุตถฌาน ย่อมดับไป

(๕) รูปสัญญา ของท่านผู้เข้าอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป

(๖) อากาสานัญจายตนสัญญา ของท่านผู้เข้าวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป

(๘) วิญญาณัญจายตนสัญญา ของท่านผู้เข้าอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป

(๘) อากิญจัญญายตนสัญญา ของท่านผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป

(๙) สัญญาและเวทนา ของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป

 

ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย ๙ เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบแล้ว พวกเราทั้งหมดด้วยกัน พึงสังคายนา ไม่พึงโต้แย้งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์นี้ยั่งยืนตั้งอยู่ตลอดกาลนานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

 

จบสังคีติหมวด ๙ -------------------

 

 

นวกนิทเทส

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 601 FILE 78)

 

[๘๓๘] ในญาณวัตถุหมวดละ ๙ นั้น “ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙” เป็นไฉน

(๑) ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ (๒) ปัญญาในทุติยฌานสมาบัติ ๓) ปัญญาในตติยฌานสมาบัติ (๔) ปัญญาในจตุตถฌานสมาบัติ (๕) ปัญญาในอากาสานัญจายตนสมาบัติ (๖) ปัญญาในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๗)  ปัญญาในอากิญจัญญายตนสมาบัติ (๘) ปัญญาในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ (๙) ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

 

เหล่านี้ชื่อว่า  “ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙” ญาณวัตถุหมวดละ ๙ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

  

 

ข้อพึงสังเกต: การปฏิบัติธรรมที่เกิดขึ้นตามลำดับ โดยนับตั้งแต่ “สิกขา ๓–อนุปุพพสิกขา” จนไปถึง “วิปัสสนาญาณ ๙–อนุปุพพวิปัสสนาวิหารธรรม” นั้น ใช่ว่าจะใช้เวลาเพียงนิดเดียว ก็จะสามารถบรรลุธรรมวิเศษดังกล่าวนี้ได้ง่ายดาย ข้อธรรมในบางประเด็นนั้น อาจใช้เวลาหลายๆ ปี ในการลงมือปฏิบัติจริง ถ้าโชคไม่ดี อาจใช้เวลาทั้งชีวิตก็ได้ แต่อุปสรรคใดๆ ก็สู้ความมั่นคงมุ่งมั่นของจิตใจไม่ได้ นั่นคือ “ความตั้งใจจริง” ที่เรียกว่า “อธิษฐานบารมี–อธิษฐานอุปบารมี–ปรมัตถบารมี” (ข้อ ๘ ในทศบารมี) หมายถึง ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นแน่วแน่ ซึ่งต้องสหรคตด้วย “ศรัทธา–และ–ฉันทะ แห่งอิทธิบาท ๔: ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา” (ข้อ ๑ ในอิทธิบาท ๔) คือ ธรรมคุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ประการสำคัญ อย่าไปเชื่อพวกหมอดู ที่ชอบทำนายทายทักไม่มีเหตุผล ให้เชื่อศรัทธาในพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีกว่า โดยเฉพาะ เชื่อ “กฎแห่งกรรม” และ เชื่อ “กัมมัสสกตาแห่งตน” อันเป็นปัญญาที่เกิดจากการทำความเชื่อไว้ในใจอย่างแยบคาย คือ “โยนิโสมนสิการ” ตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปัจจยาการ ๑๒” (ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ–ธัมมฐิติญาณ–สัมมทัสสนะ) ปัญญาที่คิดได้ว่า (๑) “กรรมย่อมส่งผลวิบากตามกรรมนั้นๆ” หรือ (๒) “ทำดีย่อมได้ดี–ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” และ ย่อมมีปัญญาที่จะเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน ไม่ประมาทปัญญาและธรรมทั้งหลาย ละเว้นการทำชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม และ มีจิตใจผ่องแผ้ว เบิกบานใจ และประการสำคัญ มีความเพียรมีสติสัมปชัญญะ มีอุเบกขา ๑ (รูปาวจรกุศลจตุตฌานจิต) ฉะนั้น การเจริญฌานไว้ในใจอย่างแยบคาย ด้วยมีอุบายที่จะให้จิตยกระดับให้ “จิตตสมาธิ” ไม่ว่าจะเป็น ปฐมฌาน–ผลสมาบัติ ทุติยฌาน–ผลสมาบัติ ตติยฌาน–ผลสมาบัติ หรือ จตุตถฌาน–ผลสมาบัติ ก็ตาม ก็ให้ได้สักอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็แล้วกัน เพื่อเสวยสุขได้ในปัจจุบัน จะได้เป็นฐานกำลังในการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ให้สามารถเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้อย่างจริงจัง

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การพิจารณาเห็นทิศทางในการเจริญภาวนาที่เป็นภาพองค์รวมอย่างชัดเจนนั้น เป็นการเห็นจุดมุ่งหมายแห่งธรรมทั้งหลายที่ดีเยี่ยม โดยเห็น “พระนิพพาน” เป็นเป้าหมายสำคัญอันเป็นปรมัตถ์อย่างแท้จริง คือ ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนานั้น จะต้องเกิดการเห็นที่ดีเยี่ยม “ทัสสนานุตตริยะ” ที่ประกอบด้วย “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” และ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ “รู้แจ้งโลก” ให้ได้ รู้ได้อย่างเท่าทันภาวะจิตที่แท้จริงของตน ไม่มีราคะและอวิชชาครอบงำกลุ่มรุมจิตใจ อันเนื่องจากเหตุปัจจัย เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ใช้ปัญญาในทางที่ถูกต้อง คือ “อโยนิโสมนสิการ”

 

ในการเกิด “การเห็นอันเยี่ยม–ทัสสนานุตตริยะ” นั้น ให้อาศัยหลักธรรมสำคัญในทางพระพุทธศาสนา คือ “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วย “กิจในอริยสัจจ์ ๔” และ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ ดังรายละเอียดเพิ่มเติมในภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

 

อริยสัจจ์

กิจในอริยสัจจ์

สัมปยุตตธรรม

อัปปฏิหตญาณในกาล ๓: อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา

ทุกข์–ทุกขสัจจ์

ปริญญา–ให้รู้

นามรูป–ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์– ขันธปัญจก–สังขารทั้งหลาย

สมุทัย–สมุทัยสัจจ์

ปหานะ–ให้ละ

อวิชชา–อนุโลมปฏิจจสมุปบาท

วุฏฐานคามินีวิปัสสนา

อนุปุพพปฏิปทา

นิโรธ–นิโรธสัจจ์

สัจฉิกิริยา–ให้แจ้ง

วิวัฏฏะ–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท

มรรค–มรรคสัจจ์

ภาวนา–ให้เจริญ

อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรค ๔–ทุกขนิโรธปฏิปทา

อุปจารโยนิโสมนสิการ–อัปปนาโยนิโสมนสิการ

 

 

นิยามศัพท์

(๑) อนุปุพพปฏิปทา: อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗

(๒) วุฏฐานคามินีวิปัสสนา: วุฏฐานคามินีปฏิปทา–สัมมาสนญาณ–อนุปัสสนา ๓–วิปัสสนาญาณ ๙

(๓) อัปปฏิหตญาณ: ธัมมฐิติญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ (ปัญญาหยั่งรู้ “จริงแท้ไม่เป็นอย่างอื่น” เมื่อใดก็ตาม)

(๔) โยนิโสมนสิการ: ปัญญาในสมาธิ–ปัญญาในวิปัสสนา

 

  

ฉะนั้น ทักษะกระบวนการคิดในภูมิแห่งการเจริญภาวนา จึงถือเป็นปัญญารู้แจ้งด้วย (๑) ความฉลาด–โกศล ๓ (๒) ความชำนาญ–วสี ๕ (๓) ปัญญาแตกฉาน–ปฏิสัมภิทา ๔ (๔) โยนิโสมนสิการสัมปทา –ความถึงพร้อมด้วยการคิดที่ถูกวิธี (ความรู้ในปัจจยาการ–ธรรมนิยาม ๓) อนึ่ง ตามนัยของ คำว่า “การเห็นอันเยี่ยม–ทัสสนานุตตริยะ” นั้น คือ “การเห็นอาณาจักรสังขตธรรม” (รวมทั้ง อสังขตธรรม) ที่มีกุสโลบายไว้ในใจอย่างแยบคาย (ทำโยนิโสมนสิการ) มีวิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์ ในการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ อันปฏิสังยุตด้วย (๑) “ธัมมฐิติญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ความเห็นแจ้งการเกิดและการดับเหตุปัจจัยด้วย “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ได้แก่ อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–เห็นแจ้งในสาเหตุแห่งทุกข์ และ ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท–เห็นแจ้งในการดับดับเหตุแห่งทุกข์ นั่นคือ “อวิชชา–ตัณหา” (๒) “สัมมสนญาณ” คือ ความเห็นแจ้งนามรูปไตรลักษณ์ จนถึงพร้อมด้วย “ยถาญาณทัสสนะ” (ยถาภูตญาณ) คือ การเห็นธรรมทั้งหลายด้วยปัญญาหยั่งตามเป็นจริงในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะฉะนั้น การเจริญ “อริยสัจจ์ ๔” ไว้ในใจอย่างแยบคาย ไม่ว่าจะเป็นขณะสมาธิ “อุปาจรสมาธิ” (อุปาจรโยนิโสมนสิการ) หรือ “อัปปนาสมาธิ” (อัปปนาโยนิโสมนสิการ) ก็ตาม ย่อมเป็นข้อปฏิบัติที่ต้องเจริญ “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” (การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง –ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะหายใจเข้าและหายใจออก ก็ตาม นอกจากนี้ องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การทำจิตให้ผ่องแผ้วด้วย “โวทานธรรม–โวทาน ๑๖” ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งเช่นกัน แต่ตามความจริงนั้น ก็ให้เจริญรูปฌานอย่างน้อยก็เป็น “ปฐมฌาน” (วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา) ไว้ก่อน นั่นคือ เป็นการยกจิตให้ปราศจากนิวรณ์ ที่เรียกว่า  “จิตประภัสสร” (จิตตามสภาพดั้งเดิมที่ผ่องใสเบิกบาน แต่ยังมีอนุสยกิเลสอยู่ คือ กิเลสอย่างละเอียด เช่น อาสวะ ๔) นั่นคือ เป็นการดับระงับกิเลสไว้ชั่วคราวในขณะฌานนี้ ที่เรียกว่า “วิกขัมภนนิโรธ” (ข้อ ๑ ในนิโรธ ๕) หมายถึง ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน เมื่อเข้าถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น การได้ “ปฐมฌานสมาบัติ” จิตย่อมเป็นสุขในขณะปัจจุบันนั้นด้วยผลสมาบัติแห่งฌานนั้น จิตอยู่ในความสงบระงับแห่งวิเวก จึงไม่ฟุ้งซ่านด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ที่สมบูรณ์บริบูรณ์แห่งสมถธรรม ย่อมส่งผลานิสงส์ให้ “สติสัมปชัญญะ” มีความบริสุทธิ์ตามอัตภาพนั้นด้วย ที่สหรคตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมทำให้เกิด “ยถาภูตญาณ” (ยถาภูตญาณทัสสนะ) ซึ่งมีความเห็นแจ้งด้วยปัญญา ดังคำไวพจน์แห่งปัญญา ต่อไปนี้

 

(๑) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก (๒) ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

ดังนั้น ปัญญาที่ซื่อตรง เห็นแจ้งในธรรมตามความเป็นจริงนั้น จึงประกอบด้วย (๑) ปัญญาในสมาธิ กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาที่ผุดอุบัติขึ้นจาก “อนุปุพพปฏิปทา” ได้แก่ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เพราะเกิดจาก “อนุปัสสนา–มหาวิปัสสนา” ที่มนสิการกรรมฐานอยู่เนืองๆ สืบเนื่องอยู่เป็นนิตย์ เมื่อทำให้มากๆ ให้สมบูรณ์ ย่อมไพบูลย์ด้วยบรรดา “ปัญญาญาณ” โดยเฉพาะ “อนุปัสสนา ๗” ทำให้เกิด “ปัญญา ๗” จนถึง “ปัญญา ๑๐” เป็นต้น ดังนี้

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” —ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้งดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาระบบโครงสร้างของการเจริญ “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ในภาพองค์รวม พอจะสรุปหลักธรรมที่เป็นแกนสำคัญได้ อันมีปทัฏฐานจาก “อริยสัจจ์ ๔” ดังนี้  

(๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (ทิพพจักขุญาณ–ธัมมฐิติญาณ) คือ ความรู้ในปัจจยาการ

(๒) สัมมาสนญาณ (อนุปัสสนาญาณ ๓) คือ ความรู้ในไตรลักษณ์

(๓) ปฏิสัมภิทา ๔ (จตุปฏิสัมภิทาญาณ) คือ ความรู้ในปัญญาแตกฉาน

(๔) อริยมรรคมีองค์ ๘ (อนุปุพพสิกขา) คือ ความรู้ในมัชฌิมาปฏิทาและไตรสิกขา

(๕) โยนิโสมนสิการ (อนุปุพพปฏิปทา–วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) คือ ความรู้ในการเจริญวิปัสสนา

 

 

เมื่อมนสิการกรรมฐานในธรรมทั้ง ๖ ดังกล่าวข้างต้นนั้น จะพบว่า เกณฑ์ที่เป็นสาระสำคัญในการหาข้อสรุป ทั้งที่เป็น วิธีอนุมาน (Deduction) และ วิธีอุปมาน (Induction) แล้วทำการจำแนกแจกธรรม “ธัมมวิจยะ” หรือ “วิมังสา” จะพบสภาวธรรมที่เป็นลักษณะร่วมสามัญในบรรดาธรรมดังกล่าวนั้น คือ (๑) “ความเกิด” กับ (๒) “ความดับ” อันเป็นเหตุปัจจัยหลักที่เกิด “สภาพแห่งความทุกข์–ทุกขตา” ดังนี้

 

 

ว่าด้วย ทัสสนานุตตริยะในธรรมทั้งหลาย

 

ให้พิจารณาธรรมทั้งหลายในลักษณะ “ธรรมสามัคคี” หรือ “สหชาตธรรม” อันเป็น “สัมปยุตตธรรม” ที่เกิดอุบัติขึ้นได้ใน “กุศลภูมิ” และ “อกุศลภูมิ” เพื่อเจริญไปสู่ “โลกุตตรภูมิ” โดยให้คำนึงถึง (๑) “โยนิโสมนสิการสมาบัติกรรมฐาน” กับ (๒) “โยนิโสมนสิการวิปัสสนากัมมัฏฐาน” อันเป็นการเห็นแจ้งใน “ความดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง” และให้เห็นธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ คือ “อโยนิโสมนสิการ” อันเป็นเหตุปัจจัยแห่งความเกิดอุบัติขึ้นใน “กิเลสและทุกข์ทั้งปวง” เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดประกอบด้วย “ความเห็นแจ้งในความมีกับความไม่มี ความเจริญกับความเสื่อม ความเกิดกับความดับ” ดังนี้

 

(๑) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (ทิพพจักขุญาณ–ธัมมฐิติญาณ) คือ ความรู้ในปัจจยาการเห็นการเกิดและการดับใน “องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ได้แก่ “อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชราและมรณะ” อันทำให้เกิดอกุศลวิบาก (สงสารทุกข์) ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เป็นธรรมดา (คือ เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” หรือ “ธรรมนิยาม ๓”) โดยความเห็นแจ้งด้วยเจริญวิปัสสนาใน (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ “อย่างนี้–ปวัตติ–ความเป็นไป” ย่อมเห็นเหตุปัจจัยการเกิดอุบัติ และ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ “อย่างนี้–นิวัตติ–ความกลับไป” ย่อมเห็นความดับแห่งเหตุปัจจัยการเกิดอุบัติ จนกระทั่ง เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ตามเป็นจริง โดยความว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” กระบวนการคิดด้วยปัจจยาตาดังกล่าวนี้ จะเป็นพื้นฐานเกิดจาก “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ความเห็นแจ้งในขันธ์ ๕ อันทำให้เกิดสงสารทุกข์) และกลายเป็นบาทฐานใน “สัมมาสนญาณ” (ความเห็นแจ้งในนามรูปโดยไตรลักษณ์ ด้วยเห็นแล้วเข้าถึงแล้วแห่ง (๑) “อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา” ย่อมทำให้คิดเห็นพิจารณาอะไรได้รวดเร็ว ไม่ปึกไม่ตัน คิดอะไรก็ไม่ติดขัด คือ หัวป่องหัวใส (๒) “ทุกขตานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา” ย่อมทำให้คิดเห็นพิจารณาในการดับเหตุปัจจัยแห่งกิเลส “อโยนิโสมนสิการ” (๓) “อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา” ย่อมทำให้คิดเห็นพิจารณาในอะไรก็เป็นไปตามความเป็นจริง “สัจจานุโลมญาณ” (อันสัมปยุตต์ด้วย อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–วิปัสสนาญาณ ๙–วุฏฐานคามินีวิปัสสนา–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗) ไปตามหลัก “อริยสัจจ์ ๔” จนสามารถสำเร็จเข้าถึง “มหาอมตธรรม” ได้ คือ “พระนิพพาน” ทั้งหมดที่กล่าวมา ก็เนื่องด้วยอำนาจพลังแห่งปัญญาที่เห็นแจ้งใน “การเกิด–การดับ” (อุปปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ = ภาวะเกิดขึ้น–ภาวะตั้งอยู่–ภาวะดับไป) นั่นเอง ฉะนั้น “ทัสสนานุตตริยะในธรรมทั้งหลาย” คือ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ด้วยปัญญาเห็นตามเป็นจริงว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ก็คือ สิ่งนั้นเกิดด้วย “อโยนิโสมนสิการ” และสิ่งนั้นดับไปด้วย “โยนิโสมนสิการ” ก็หาไม่อีกเช่นนั้น คือ “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน”

 

(๒) “สัมมาสนญาณ” (อนุปัสสนาญาณ ๓) คือ ความรู้ในไตรลักษณ์ โดยความเห็นแจ้งด้วยเจริญวิปัสสนาใน (๑) “สัจฉิกัตถะ” คือ สภาวะที่จริงแท้ และ (๒) “ปรมัตถะ” คือ อรรถอันยิ่ง อันอุดม อันไม่ต้องยึดถือด้วยอาการมีการฟังตามกันมา เป็นต้น ทั้งนี้ หมายถึงสภาวธรรมที่จำแนกเป็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ รวม ๕๗ อย่าง นั่นคือ “นามรูป” (รูปธรรม –นามธรรม หรือ รูปชีวิตินทรีย์ –อรูปชีวิตินทรีย์) โดยทำ “โยนิโสมนสิการ” คือ มนสิการในอุบาย มนสิการถูกทาง คือ (๑) มนสิการ “ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง” หรือ (๒) มนสิการ “ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์” หรือ (๓) มนสิการ “ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าเป็นอนัตตา” เพราะฉะน้น ย่อมเห็น “ความเกิด–ความดับ” ในสังขตธรรม นั่นคือ “สังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้น ปรากฏ (๒) ความดับสลาย ปรากฏ (๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ

 

(๓) “ปฏิสัมภิทา ๔” (จตุปฏิสัมภิทาญาณ) คือ ความรู้ในปัญญาแตกฉาน เมื่อพิจารณาในธรรมนี้ ย่อมเห็นแจ้งในเรื่อง “ความเกิด–ความดับ” เช่นกัน เพราะปัญญาแตกฉานนั้น ต้องเป็นความรู้แจ้งใน “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเป็นธรรมกำหนดให้รู้ “ความเกิด–ความดับ” (สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์ = ปหานะ–สัจฉิกิริยา) เป็นหลักสำคัญเช่นกัน แต่ให้เห็นสภาพแห่งทุกข์ก่อน (ทุกขสัจจ์ = ปริญญา) ค่อยหาวิธีกำจัดทุกข์นั้น (มรรคสัจจ์ = ภาวนา) ไม่ให้มันเกิด แต่ให้มันดับ ฉะนั้น การไม่เห็นแจ้งใน  “ความเกิด–ความดับ” ก็เหมือนคนตาบอดงมทางไปนิพพาน ที่ปราศจาก “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” อันเป็นปัญญาของพระอรหันต์ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ คือ “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ดังนี้

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ด้วยคามเห็นแจ้งถึงผลแห่งการดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง = กำหนดรู้ในทุกขสัจจ์โดย “ปริญญา” อันเป็นกิจใน “ทุกขอริยสัจจ์” ซึ่งเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (อภิญเญยธรรม)

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ด้วยคามเห็นแจ้งถึงเหตุปัจจัยแห่งการเกิดผุดขึ้นแห่งกิเลสและทุกข์ทั้งปวง (อนุโลมปฏิจจสมุปบาท) = กำหนดรู้ในสมุทัยสัจจ์โดย “ปหานะ” อันเป็นกิจใน “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” ซึ่งเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (อภิญเญยธรรม)

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ด้วยการทำให้แจ้งด้วย “สัจฉิกิริยา” (ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท) ที่สามารถอธิบายด้วยภาษาตามโลกสมมติได้ “สมมติสัจจะ” อันเป็นภาษาใดภาษาหนึ่งของมนุษย์โลก เช่น ภาษาของมนุษย์โลกคนไทย ที่เรียกว่า “ภาษาไทย” ภาษาของมนุษย์โลกคนอีสาน ที่เรียกว่า “ภาษาถิ่นอีสาน” หรือ “ภาษาถิ่นโคราช” เป็นต้น หรือโดยภาษาธรรมใน “ปรมัตถธรรม–ปรมัตถสัจจะ” = กำหนดรู้ในนิโรธสัจจ์โดย “สัจฉิกิริยา” อันเป็นกิจใน “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” ซึ่งเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (อภิญเญยธรรม)

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ด้วยการเจริญภาวนา = กำหนดรู้ในมรรคสัจจ์โดย “ภาวนา” อันเป็นกิจใน “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ซึ่งเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (อภิญเญยธรรม) ซึ่งจะต้องสัมปยุตต์ด้วย “อริยมรรค” ได้แก่ (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ = อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ (๒) อริยสัจจ์ ๔ = สัจจานุโลมญาณ และ (๓) อริยมรรค ๔ = มัคคญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ–มรรค ๔ ธรรมทั้งหมดนี้ เป็นทักษะการคิดที่ประกอบด้วย (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ (๓) ความคิดดัดแปลงประยุกต์ อันเกิดจากความคิดที่ทันการด้วยไหวพริบเชาว์ปัญญาที่ปฏิสังยุตกัน ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา (๒) สุตมยปัญญา และ (๓) ภาวนามยปัญญา

 

(๔) “อริยมรรคมีองค์ ๘” (อนุปุพพสิกขา) คือ ความรู้ในมัชฌิมาปฏิทาและไตรสิกขา โดยธรรมชาติพื้นฐานของ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น เป็นกระบวนความคิดในการดับเหตุปัจจัยแห่งกิเลสและอกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วย “อธิศีล–อธิจิตต์–อธิปัญญา = ศีล–สมาธิ–ปัญญา” (อนุปุพพสิกขา) ได้แก่ วีติกกมกิเลส–ปริยุฏฐานกิเลส–อนุสยกิเลส และธรรมทั้งหลายที่เกิดอุบัติขึ้นด้วย “อโยนิโสมนสิการ–ญาณวิปยุตต์” คือ ความไม่ประกอบด้วยปัญญา ฉะนั้น “อริยมรรคมีองค์ ๘” จึงเจริญอยู่ในสภาวะอันถูกต้อง ที่เรียกว่า “สัมมัตตะ ๑๐” อันเป็นฝ่ายดับแห่งนิโรธวาท และเป็นปฏิปักษ์ธรรมกับ “มิจฉัตตะ ๑๐” คือ สภาวะอันผิดพลาดแห่งวิบัติทั้งปวง

 

“สัมมัตตะ ๑๐” หมายถึง สภาวะที่ถูกต้อง–สิ่งที่ถูกต้อง (ฝ่ายนิโรธวาท–เห็นความดับ ด้วยประกอบกุศลธรรมทั้งหลายใน “โยนิโสมนสิการ” ตาม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔” แล้วเจริญทั้ง “ญาณสมาบัติ” และ “วิปัสสนาญาณ” จนบรรลุอรหันต์ได้) ได้แก่

(๑) “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท

(๒) “สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมะ อพยาบาท อวิหิงสา 

(๓) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ 

(๔) “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ 

(๕) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ 

(๖) “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน ๔ หรือ สัมมัปปธาน ๔ 

(๗) “สัมมาสติ” —ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ 

(๘) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ 

(๙) “สัมมาญาณ” —รู้ชอบ ได้แก่ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณทั้ง ๑๙ ประเภท 

(๑๐) “สัมมาวิมุตติ” —หลุดพ้นชอบ ได้แก่ อรหัตตผลวิมุตติ

 

 

“มิจฉัตตะ ๑๐” หมายถึง สภาวะที่ผิด–สิ่งที่ผิด (ฝ่ายสมุทัยวาท–เห็นความเกิด ด้วยประกอบอกุศลธรรมทั้งหลายใน “อโยนิโสมนสิการ” คือ “อวิชชา” ย่อมละได้ด้วย “ญาณ”) ได้แก่

(๑) “มิจฉาทิฏฐิ” —เห็นผิด ได้แก่ ความเห็นผิดจากคลองธรรมตามหลักกุศลกรรมบถ และความเห็นที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์

(๒) “มิจฉาสังกัปปะ” —ดำริผิด ได้แก่ ความดำริที่เป็นอกุศลทั้งหลาย ตรงข้ามจาก สัมมาสังกัปปะ

(๓) “มิจฉาวาจา” —วาจาผิด ได้แก่ วจีทุจริต ๔

(๔) “มิจฉากัมมันตะ” —กระทำผิด ได้แก่ กายทุจริต ๓

(๕) “มิจฉาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพผิด ได้แก่ เลี้ยงชีวิตในทางทุจริต

(๖) “มิจฉาวายามะ” —พยายามผิด ได้แก่ ความเพียรตรงข้ามกับสัมมาวายามะ

(๗) “มิจฉาสติ” —ระลึกผิด ได้แก่ ความระลึกถึงเรื่องราวที่ล่วงแล้ว เช่น ระลึกถึงการได้ทรัพย์ การได้ยศ เป็นต้น ในทางอกุศล อันจัดเป็นสติเทียม เป็นเหตุชักนำใจให้เกิดกิเลสมี โลภะ มานะ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น

(๘) “มิจฉาสมาธิ” —ตั้งจิตผิด ได้แก่ ตั้งจิตเพ่งเล็ง จดจ่อปักใจแน่วแน่ในกามราคะ พยาบาท เป็นต้น หรือเจริญสมาธิแล้ว หลงเพลิน ติดหมกมุ่น ตลอดจนนำไปใช้ผิดทาง ไม่เป็นไปเพื่อญาณทัสสนะ และความหลุดพ้น

(๙) “มิจฉาญาณ” —รู้ผิด ได้แก่ ความหลงผิดที่แสดงออกในการคิดอุบายทำความชั่ว และในการพิจารณาทบทวนว่าความชั่วนั้นๆ ตนกระทำได้อย่างดีแล้ว เป็นต้น

(๑๐) “มิจฉาวิมุตติ” —หลุดพ้นผิด ได้แก่ ยังไม่ถึงวิมุตติ สำคัญว่าถึงวิมุตติ หรือสำคัญผิดในสิ่งที่มิใช่วิมุตติว่าเป็นวิมุตติ

 

 

(๕) “โยนิโสมนสิการ” (อนุปุพพปฏิปทา–วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) คือ ความรู้ในการเจริญวิปัสสนา ซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้รู้อยู่ เพื่อยัง “โยนิโสมนสิการให้เกิดขึ้น” และแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ โดยประการที่ “อโยนิโสมนสิการจะไม่เกิดขึ้น” ดังคำนิยามต่อไปนี้

 

“โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การทำไว้ในใจโดยถูกอุบาย หรือ มนสิการในอุบาย มนสิการถูกทาง = การทำไว้ในใจโดยถูกทาง =การนึก =การน้อมนึก =การผูกใจ =การใฝ่ใจ =การทำไว้ในใจ ซึ่งจิตในอนิจจลักษณะเป็นต้น โดยนัยเป็นต้นว่า ไม่เที่ยง หรือโดย “สัจจานุโลมิกญาณ” (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 157 FILE 17) คำว่า “โยนิโส” แปลว่า โดยอุบาย คำว่า “มนสิการ” แปลว่า ใส่ใจ หรือ อีกนัยหนึ่ง “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การกระทำไว้ในใจโดยอุบาย การกระทำไว้ในใจโดยครรลอง หรือ การระลึก การผูก การรวบรวมพร้อมแห่งจิต การกระทำไว้ในใจ โดยอนุโลมสัจจะ โดยมนสิการ “ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง” หรือ “ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์” หรือ “ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าเป็นอนัตตา” หรือ “ในสิ่งที่ไม่งาม ว่าไม่งาม” ดังนี้ และ “โยนิโสมนสิกโรติ” หมายถึง กระทำในใจโดยอุบาย โดยครรลอง โดยเหตุการณ์ ด้วยอำนาจ อย่างเช่น โดยอนุโลมสัจจะ ในความไม่เที่ยงว่า ไม่เที่ยง ในความไม่สวยงามว่า ไม่สวยงาม ในทุกข์ว่า ทุกข์ ในความเป็นอนัตตาว่า เป็นอนัตตา (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 556 FILE 13) ส่วน คำว่า “โยนิโสสมฺมปฺปธานา” หมายถึง ความเพียรโดยอุบาย เพราะความเพียรโดยเหตุ นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า (๑) โยนิโสมนสิการเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค (๒) โยสิโสมนสิการมีอุปการะมากแก่อริยมรรค (๓) ธรรมที่เป็นกุศลมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล (๔) โยนีโสมนสิการเป็นปัจจัยแห่งโพชฌงค์ ๗ (๕) โยนิโสมนสิการสัมปยุตต์อยู่ในฌานสมบัติ ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการสมาบัติ” ดังเช่น “ฌายิโน” ได้แก่ ผู้มีการเพ่งเป็นปกติ ผู้ประกอบในโยนิโสมนสิการ โดยมีโยนิโสมนสิการเกิดผุดขึ้นย่อมดับระงับนิวรณ์ทั้งหลายได้ และ (๖) โยนิโสมนสิการสัมปยุตต์ในวิปัสสนาภาวนากับ “ญาณ ๑๖” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วิปัสสนาญาณ ๙” ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการกัมมัฏฐาน”

 

“อโยนิโสมนสิการ” หมายถึง การทำไว้ในใจโดยไม่ถูกอุบาย ได้แก่ การทำไว้ในใจโดยไม่ถูกทาง คือ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย =การทำไว้ในใจโดยผิดทาง ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาว่าเป็นอัตตา หรือ คือ การนึก =การน้อมนึก =การผูกใจ =การใฝ่ใจ =การทำไว้ในใจ ซึ่งจิตโดยการกลับกันกับสัจจะ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 157 FILE 17) ฉะนั้น “อโยนิโสมนสิการเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย” เพราะอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุทั่วไปแห่งอกุศลทั้งหลาย

 

กล่าวโดยสรุป “โยนิโสมนสิการ” นั้น มีอำนาจกำลังในทางความดับเหตุปัจจัยแห่งกิเลสและอกุศลทั้งหลาย เป็นความนึกคิดโดยอุบายฝ่ายดับ (นิโรธวาท) ส่วน “อโยนิโสมนสิการ” นั้น มีอำนาจกำลังในทางความเกิดเหตุปัจจัยแห่งกิเลสและอกุศลทั้งหลาย เป็นความนึกคิดโดยอุบายฝ่ายเกิดเหตุปัจจัย (สมุทัยวาท) ฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วย “โยนิโสมนสิการสัมปทา” (ข้อ ๗ ในบุพนิมิตแห่งมรรค ๗ คือ แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี รุ่งอรุณของการศึกษา) จึงมีจิตที่สหรคตด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย ที่จะเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ต่อไป ธรรมทั้งหลายนี้ คือ ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส อีกประการหนึ่ง ที่เรียกว่า “สัลเลขธรรม” ที่ผู้เจริญภาวนาต้องประกอบธรรมเหล่านี้ใน “โยนิโสมนสิการ” อยู่เนืองนิตย์ ไม่ว่าจะเจริญสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาก็ตาม เมื่อเข้าใจดีแล้ว ก็อย่านั่งทำตาเหลือก เหมือนตุ๊กแกเจอผี ให้น้อมนำปฏิบัติใส่ตนด้วย ดังนี้

(๑) อัปปมาทะ —ความไม่ประมาท 

(๒) วิริยารัมภะ —การปรารภความเพียร ทำความเพียรมุ่งมั่น 

(๓) อัปปิจฉตา —ความมักน้อย ไม่เห็นแก่ได้

(๔) สันตุฏฐี —ความสันโดษ 

(๕) สัมปชัญญะ —ความรู้ตัว สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา

(๖) กุสลธัมมานุโยค —การหมั่นประกอบกุศลธรรม 

(๗) สีลสัมปทา —ความถึงพร้อมแห่งศีล

(๘) ฉันทสัมปทา —ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ

(๙) อัตตสัมปทา —ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว 

(๑๐) ทิฏฐิสัมปทา —ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ ขบได้ด้วยทฤษฎี

(๑๑) อัปปมาทสัมปทา —ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ  

(๑๒) โยนิโสมนสิการสัมปทา —ความถึงพร้อมแห่งโยนิโสมนสิการ

 

 

ตัวอย่าง การดับระงับ “นิวรณ์ ๕” ด้วยกระทำกรรมโดยโยนิโสมนสิการ แล้วเจริญวิปัสสนาตาม นั่นคือ มนสิการในอุบาย มนสิการถูกทาง คือ (๑) มนสิการ “ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง” หรือ (๒) มนสิการ “ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์” หรือ (๓) มนสิการ “ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าเป็นอนัตตา” หรือ (๔) มนสิการ “ในสิ่งที่ไม่งาม ว่าไม่งาม” ดังนี้ เมื่อยังมนสิการนั้นเป็นไปให้มากในธรรม ๔ เหล่านั้นอยู่ โดยไม่วิปลาส–วิปริต (ในขณะเจริญสมถภาวนา) ย่อมละนิวรณ์ได้ (สมฺมาสมุจฺเฉเท –ในการตัดขาดโดยชอบ) เป็นต้นว่า

(๑) กามฉันทะ–ความต้องการกามคุณ คือ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการใน อสุภนิมิต ย่อมตัดกามฉันทะขาดโดยชอบ ด้วย เนกขัมมะ

(๒) พยาบาท– ความคิดร้าย คือ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการใน เมตตาเจโตวิมุตติ ย่อมตัดพยาบาทขาดโดยชอบ ด้วย อัพยาบาท–ความไม่พยาบาท

(๓) ถีนมิทธะ–ความหดหู่และเซื่องซึม คือ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการ ใน อารัพภธาตุ–ความเพียรเริ่มแรก นิกกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังมากขึ้น ปรักกมธาตุ–ความเพียรที่มีกำลังมากที่สุดเพราะย่ำยีฐานะอื่นๆ ย่อมตัดถีนมิทธะขาดโดยชอบ ด้วย อาโลกสัญญา

(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ–ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ คือ การกระทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการใน ความสงบแห่งจิต กล่าวคือ สมาธิ ย่อมตัดอุทธัจจะขาดโดยชอบ ด้วย อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน

(๕) วิจิกิจฉา–ความลังเลสงสัย คือ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการใน ธรรมทั้งหลาย อันเป็นกุศลและอกุศล อันเป็นโทษและไม่เป็นโทษ อันควรเสพและไม่ควรเสพ อันเลวและประณีต อันเปรียบด้วยมรรคดำและธรรมขาว มีอยู่ ย่อมตัดวิจิกิจฉาขาดโดยชอบ ด้วย ธรรมววัตถาน–การกำหนดธรรม

 

 

ในอันต่อไปนี้ ให้พิจารณาถึงประเด็น “ทัสสนานุตตริยะแห่งอริยมรรค” ที่ทำให้เห็นอันเยี่ยมถึงลักษณะร่วมขององค์ธรรมบางประการ ทำให้เห็นองค์ธรรมที่จะเป็นหลักในการตรัสรู้นั้นเป็นอย่างไร ที่สามารถแสดงคุณลักษณะตามปัญญาที่เห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง นั่นคือ (๑) ความเกิดขึ้น = “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา” และ (๒) ความดับไป = “สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” เมื่อเข้าใจเป็นเช่นนี้ ย่อมสมมโนตามที่ประสงค์ ไม่ผิดหวังแน่นอน ฉะนั้น กฎหรือทฤษฎีนี้ จะดำเนินไปตลอดในการปฏิบัติธรรม จนกว่าจะบรรลุถึงความตรัสรู้สัมโพธิญาณ ดังนี้

  

ทัสสนานุตตริยะ

 

ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ

ความเกิดขึ้น–ชาติ

ความดับไป–ชรามรณะ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา”

“สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

โลกียสัมมาทิฏฐิ

โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ

มิจฉัตตะ ๑๐

สัมมัตตะ ๑๐–อนุตตริยะ ๓

อกุศลธรรม–กุศลธรรม–อาเนญชา

อัพยากตธรรม (กระแสแห่งนิพพาน)

อโยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ

กรรมประกอบในอโยนิโสมนสิการ (สมาบัติ–วิปัสสนา)

กรรมประกอบในโยนิโสมนสิการ (สมาบัติ–วิปัสสนา)

อนุโลมปฏิจจสมุปบาท

ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท

วิปลาสนิมิต–ตัณหาปณิธิ–อัตตาภินิเวส

อนัตตตา–สุญญตา–วุฏฐานคามินีปฏิปทา

สังขตะ–สังขตธรรม–สังขตลักษณะ ๓

อสังขตะ–อสังขตธรรม–อสังขตลักษณะ ๓

กามาวจร –รูปาวจร –อรูปาวจร = โลกิยภูมิ

โลกุตตรภูมิ

สังขารธรรมแห่งเบญจขันธ์

โพธิปักขิยธรรม ๓๗

อนุปุพพวิหาร ๙–โลกิยธรรมทั้งหลาย (อภิสังขาร ๓)

อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ นิพพาน ๑ อาสวักขยญาณ

โลกิยญาณ

โลกุตตรญาณ

ญาณวิปยุตต์

ญาณสัมปยุตต์

อวิชชา–อาสวะ ๔

จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง

อุปาทิขันธ์

ขันธวินิมุต

สงสารทุกข์

อมตธาตุ–นิพพาน

ชีวิตสันตติ

ชีวิตสมสีสี

สอุปาทิเสสนิพพาน

อนุปาทิเสสนิพพาน–ดับขันธปรินิพพาน

วัฏฏะ (กิเลส–กรรม–วิบาก = มีใจครอบครอง)

วิวัฏฏะ (กิริยา = ปราศจากใจครอบครอง)

อบายภูมิ–สัตวโลก–เทวโลก = ปิดสนิท

พุทธภูมิ = เป็นอมตบรมธรรม

มนุษย์โลกคนไทยส่วนใหญ่หลงทิศ

มนุษย์โลกคนไทยส่วนน้อยมากเป็นพระอรหันต์

 

 

 

ฉะนั้น กระบวนการคิดที่สำคัญในการเจริญภาวนา คือ (๑) “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งทำให้พิจารณาเห็นความดับไปของสภาวธรรมทั้งหลาย กับ (๒) “อโยนิโสมนสิการ” ซึ่งทำให้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของสภาวธรรมทั้งหลาย เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย ได้แก่ (๑) “สัจฉิกัตถะ” คือ สภาวะที่จริงแท้  (๒) “ปรมัตถะ” คือ ความหมายอันยิ่ง อันอุดม อันไม่ต้องยึดถือด้วยอาการมีการฟังตามกันมา เป็นต้น ดังรายละเอียดเพิ่มเติมในภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

ทัสสนานุตตริยะแห่งปัญญาเห็นธรรม

 

ปัจจุบันกาล

 

อดีตอัทธา

ปัจจุบันขณะ–ปัจจุบันสันตติ–ปัจจุบันสมัย–ปัจจุบันอัทธา

อนาคตอัทธา

 

อุปปาทขณะ–เกิดขึ้น

ฐิติขณะ–ตั้งอยู่

ภังคขณะ–ดับไป

 

 

รูปสันตติ–อรูปสันตติ (นามรูป)

 

อุปจยะ–ความก่อตัว สันตติ–ความสืบต่อ ชรตา–ความทรุดโทรม อนิจจตา–ความปรวนแปรแตกสลาย

ปฏิสนธิจิต–ภวังคจิต–ชวนจิต–วิถีจิต–ตกภวังค์–จุติจิต

 

สังขตะ–สังขตธรรม–สังขารทั้งหลาย (ขันธ์ ๕)

 

 

ไตรลักษณ์

 

 

อนิจจตา

ทุกขตา

อนัตตตา

 

 

อโยนิโสมนสิการ (ความเกิด–สมุทัย–อนุโลมปฏิจจสมุปบาท)

 

 

อนิจจังคือเที่ยง–ทุกขังคือสุข–อนัตตาคืออัตตา

 

 

โยนิโสมนสิการ (ความดับ–นิโรธ–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท)

 

 

อนิจจังคือไม่เที่ยง–ทุกขังคือทุกข์–อนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน

 

อุปาทินนธรรม–สมมติสัจจะ

อัพยากตธรรม

อนุปาทินนธรรม–ปรมัตถสัจจะ

 

อุเบกขา–ตัตรมัชฌัตตตา

 

 

อริยมรรคมีองค์ ๘–อนุปุพพปฏิปทา

 

อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗

 ปฏิสัมภิทา ๔ (โลกิยะ–โลกุตตระ)

ด้ายการเจริญ วิเวก–วิราคะ–นิโรธ–ปฏินิสสัคคะ เป็นอุบายในใจโดยแยบคาย

 

อริยบุคคล ๔

 

 

 

คำนิยามศัพท์

“โยนิโส” หมายถึง โดยอุบาย โดยกุสโลบาย ด้วยวาระซ่อนเร้น ความแยบคายด้วยปฏิภาณ

“มนสิการ” หมายถึง การใส่ใจ การนึกคิด การน้อมนึก การผูกใจ การใฝ่ใจ การทำไว้ในใจ

“ฌาน” หมายถึง การเพ่งพิจารณาอารมณ์สิ่งที่ปรากฏให้สงบระงับจากราคะ เป็นปัญญาในสมาธิ

“สมาธิ” หมายถึง สมาธิในวิปัสสนาที่มีสติสัมปชัญญะทำหน้าที่วิปัสสนา

“วิปัสสนา” หมายถึง การเพ่งพิจารณาลักษณะสิ่งที่ปรากฏสำรอกจากอวิชชา เป็นปัญญาในวิปัสสนา

“ญาณทัสสนะ” หมายถึง ความเห็นแจ้งด้วยปัญญาหยั่งรู้อันเป็นญาณในวิปัสสนา

“ญาณ” หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้ ความสามารถหยั่งรู้ ปัญญา ความรอบรู้

 

 

ว่าด้วย ผลานิสงส์ อันเกิดจากทัสสนานุตตริยะแห่งปัญญาเห็นธรรม

 

ผู้ที่ได้รับผลบุญจากการเจริญภาวนาในพระพุทธศาสนา คือ “ความเป็นอริยบุคคล” อันเริ่มต้นจากการพิจารณาเนืองๆ อยู่เป็นนิตย์ (วิปัสสนา–ความเห็นแจ้ง) ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามลำดับ ด้วยหลักธรรม “อนุปุพพปฏิปทา” ได้แก่ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘ (จิตตานุปัสสนา) –โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ฉะนั้น อานิสงส์ผลบุญขั้นแรก คือ “บุคคลผู้มีปัญญา–พาหุสัจจะ” นั่นคือ “อนุปัสสนา ๗” ที่เจริญให้มาก ให้สมบูรณ์ ให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป ย่อมมีนิสสันท์เกิดอุบัติขึ้น คือ “ปัญญา ๗” และยังสามารถต่อยอดปัญญาไปถึง “ปัญญา ๑๐” อันทำให้สำเร็จบรรลุถึง “พระอรหันต์ผู้บรรลุจตุปฏิสัมภิทา–ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” (ข้อ ๕ ในอรหันต์ ๕) ดังนี้

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” —ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม “ปัญญาเห็นธรรมแห่งสัจฉิกัตถะ–ปรมัตถะ” นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในอาณาจักรพุทธธรรมเมื่อ ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมา เท่านั้น ที่เห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า:

 

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

แต่ “แนวความคิด–Approach” นี้ “วิธีการ–Method” นี้ หรือ “กลยุทธ์–Tactic” นี้ ยังมีอิทธิพลต่อการวิวัฒน์พัฒนาทางสติปัญญาของมนุษยชาติจนถึงศตวรรษที่ ๒๑ นี้ อีกด้วย แต่คนที่ไม่เข้าใจลึกซึ้งในประเด็นเรื่องนี้นั้น กลับเป็นมนุษย์โลกคนไทยชาวพุทธ ที่ชอบหลงทิศเป็นอุปนิสัย คือ เดินทางไม่ถึงบางอ้อ แต่ทะลุไปถึงบางพลัดกับบางรัก ที่อยู่ในเรื่อง “กามฉันทะ” (ข้อ ๑ ในนิวรณ์ ๕: กามฉันท์–ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ หรือ อามิสสัญญา–กามสัญญา) มากกว่า เพราะอุปนิสัยชอบโยนความคิดไปให้คนที่เป็นลูกพี่เป็นคนคิดแทน ไม่ชอบคิดเอง แต่ถ้าอยากคิดก็ไม่รู้เหมือนกันจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะเป็นชาวพุทธแต่ก็ไม่ชอบสนทนาธรรมกับพระสงฆ์องคเจ้าเท่าไหร่นัก ก็เจอกันตอนเผาศพเท่านั้นเอง เลยไม่ได้ความคิดดีๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสประกาศไว้ในพระศาสนา  “ของดีไม่รู้จักเลือกเอา ชอบของสกปรก” ฉะนั้น “วัฒนธรรมลูกพี่คิดแทน” (พ่อแม่คิดแทน แต่งงานแล้วพ่อแม่ก็ยังคิดแทน เลี้ยงไม่โต) ก็เกิดในสังคมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เหมือนกัน แต่ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไปเป็น “วัฒนธรรมกูคิดเอง” แบบสังคมตะวันตกที่เจริญแล้ว เพราะฉะนั้น ในสังคมไทย คนที่เป็นหัวหน้าจะเหนื่อยมากที่สุด  เพราะชอบไปคิดแทน เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด เพราะยังไม่เข้าใจคำว่า “ความเกิดดับเป็นธรรมดา” อย่างเช่น ในห้องทำงานของผู้ยิ่งใหญ่ มีสิทธิ์ยิ่งใหญ่แค่ช่วง ๘.๐๐ น ถึง ๑๗.๐๐ น. หลังจากนั้น ท่านภารโรงหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใหญ่ที่สุด เป็นอันว่า “รปภ. มีปัญญาเห็นธรรม เมื่อใดมีสิ่งที่เกิด และสิ่งนั้นต้องดับไปตอนไหน” (ลูกพี่ “ประมาทปัญญา” ของ รปภ. มากไป รู้น้อยเกิดไป ไม่มีสติสัมปชัญญะ เพราะเรียนมาสูงเกินไป ฉลาดขาดเฉลียว ชอบคิดว่าคนอื่นโง่มากกว่าตน ทั้งที่ตนเองโง่ไม่มีจุดจบ) แต่ก็ยังไม่บรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม” เพราะไม่หาโอกาสฟังธรรมหรือศึกษาธรรมอย่างจริงจัง แต่ถ้าบวชมาแล้วหนีวัดลาสึก ต้องคิดให้ดีถ้าจะคบคนพวกนี้ มักมีจิตไปทางอกุศลหนักกว่าชาวบ้านที่ไม่เข้าวัด ไปคิดเอาเองว่า “สิ่งนี้เกิดอย่างไร และจะดับลงอย่างไร” สิ่งนี้เป็นปริศนาธรรมอย่างหนึ่ง ให้คิด คิดซ่ะ! …จะได้หลับสบาย

 

ในสภาพความเป็นไปในสังคมแบบตะวันตก (Western Socialization Pattern) นั้น พวกชาวตะวันตกมักสร้างระบบการจัดการสังคมแทนความคิดเฉพาะบุคคล ที่สมมติว่ามีอำนาจเด็ดขาด ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ “ระบบมั่นคงของกฎหมาย” ที่ทำให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด เพราะทุกคนในสังคมให้ความเคารพกฎหมายจริงจัง ด้วยความศรัทธาว่า “กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ใช้ได้จริงกับทุกคน” สิ่งนี้คิดตามทฤษฎี ภาคปฏิบัติต้องมาดูที่สังคมของมนุษย์โลกคนไทยเป็นตัวอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรรู้ยิ่งในสังคมที่เจริญแล้วในตะวันตก คือ “ระบบการศึกษา” ที่เป็นเครื่องขัดเกลาปัญญาให้เป็นเลิศ ดีที่สุดสำหรับสังคมของเขา ทำไมมนุษย์โลกคนไทยที่ไปเรียนกันมากมาย ยังไม่สามารถนำมาปรับเปลี่ยนในบ้านเมืองตนเองได้ ข้อนี้ ก็ไปคิดเอาเอง แต่ยังพากันกลับมาระลึกชาติเป็นลูกหลานพ่อพญานาคแม่พญานาคกันตรึมทั่วสังคม (หมออธิบายชื่อโรคไม่ถูก เลยนิยามไว้เป็น “โรคอุปาทานขวัญอ่อน” ทำได้แค่นี้ ค่อยคิดใหม่ แต่หมดชาวบ้าน ถ้าขวัญอ่อน จะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้ใหม่ คือ ไปตามเก็บเอาขวัญกลับมาใส่ร่างเจ้าของ สนุกสนานกันทั้งหมู่บ้าน) ยารักษาโรคนี้ให้ดีที่สุด ไม่น่าจะหนีพ้นจาก “การเจริญไตรสิกขาตามหลักพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก” ไปวัดทำสมาธิดี ขอกุญแจพระ เปิดโลกพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นการเจริญไตรสิกขาครบ คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” สถานที่ไม่อโคจร เป็นสัปปายะดีแท้ ในคราวเดียวกัน “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” แต่ละอย่างก็ไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน ไปทำนะ..! แล้วชวนคนอื่นในวัดมาศึกษาพระไตรปิฎกกันอย่างจริงจัง อานิสงส์ผลบุญที่เกิดขึ้น ก็คือ “โรคพญานาค” (แนวคิดฟุ้งซ่านแบบลิเกหลงโรง: เช่น ตามหาเสด็จพี่ ตู่ว่านี่คือเสด็จน้อง ที่เสด็จขึ้นจากน้ำมาหมาดๆ คือ พึ่งขึ้นมาจากแม่น้ำโขง อะไรทำนำนองนั้น ถ้าใครพบเจอก็ตั้งนะโม ๓ จบ กล่าวสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยไว้ก่อน ปลอดภัยจากโยคธรรมนี้ คือ ธาตุพิการจากพวกมารแทรก ธาตุไฟแตกได้ จะได้มีพระรัตนตรังเป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิตอย่างแท้จริง การตั้งนะโม เป็นอุบายที่ฉลาดในใจอย่างแยบคาย “โยนิโสมนสิการ” จะกลายเป็นสติสัมปชัญญะหรือสติปัญญาที่ตั้งมั่นชัดเจน คือ หายจากอาการโง่งมงาย คือ “มีของดีอยู่แล้ว ก็ยังไปชอบของสกปรก” นี้คือ “อโยนิโสมนสิการ” เลือกปฏิบัติเอา จะให้อะไรเกิด จะให้อะไรดับ) ก็น่าจะบรรเทามีอาการดีขึ้น “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” คิดอะไร ทำอะไร ก็จะพบแต่ความเจริญไพบูลย์ด้วยความดี และจะได้เข้าใจถูกต้องตามหลักพระไตรปิฎกเสียที มีค่าความงมงายเป็นศูนย์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ ๐.๐๑ คือ เชื่อได้ในอัตภาพร้อยละที่ ๙๙.๙๙ ตามหลักฐานชุดข้อมูลปัจจุบันของผู้ป่วย และเกณฑ์การวิจัยเชิงการแพทย์ (จิตเวทวิทยา)

 

การชักชวนให้ฉลาดมีปัญญาดีๆ ไม่ใช่มีทรามปัญญาเกิดขึ้น ก็จะเป็นบุญกุศลให้ทั้งคณะ “สังคมดี–คนคิดดี” ย่อมเจริญด้วยปัญญาจริงแท้ ไม่เป็นอย่างอื่นอีก มีเวลาว่างมากขึ้นในการปฏิบัติศาสนกิจ แต่อย่าลืม การเห็นสภาวธรรมทั้งหลายที่อยู่ล้อมตัวตามสภาพแห่งความจริงด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ถ้าปัญญานี้ไม่มีจริงตามพระอภิธรรมในพระพุทธศาสนา พวก “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิตอลที่ล้ำสมัย” (Sophisticated Digital Technology Advancement) คงไม่เกิดขึ้นในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นี้ อย่างแน่นอน “สสารวัตถุประมวลมาซึ่งความคิดทั้งปวง” เพราะแนวคิดที่ว่า “ความเกิดขึ้น–ความดับไป” เพราะพวกเครื่องจักรมันเข้าใจ “ภาษาเครื่อง–Machine Language” ที่มีหน่วยนับปริมาณความจุเป็น “Byte–Megabyte–Gigabyte” คงไม่ใช่มาตราวัดมีหน่วยเป็น “กระสอบ–เกวียน” เช่น คงไม่มีใครพูดว่า มือถือนี้มีหน่วยความจำจุข้อมูลได้ถึง ๑๐ กระสอบ เป็นต้น คำว่า “Byte” เกิดจากแนวคิด “ความเกิด–Switch On” กับ (๒) “ความดับ–Switch Off” โดยมีกระแสไฟฟ้าเปรียบเสมือนเป็นจิตวิญญาณ (เจตนา–ชีวิตินทรีย์) ของมนุษย์ที่เข้าไปหล่อเลี้ยง ดำเนินการ ควบคุม บริหารจัดการ ประมวลผล นำเสนอ ผลลัพธ์ (Outputs) ฉะนั้น ฐานข้อมูล–Databases หน่วยความจำ–Memory Unit (ROM: Read-Only Memory –RAM: Random-Access Memory ) หน่วยประมวลผล –Processing Unit พร้อมด้วย โปรแกรมคำสั่งดำเนินการ–Disk Operating System: DOS และโปรแกรมเฉพาะ–Application Packages ทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ใน “ฐานข้อมูล” ที่เรียกว่า “Hard Disk” ภายในเครื่อง โดยแผ่นฮาร์ดดิสค์นี้ จะเคลือบไว้ด้วยสารแม่เหล็กใน ๒ สถานะ ได้แก่ (๑) สถานะที่ย่อมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ มีค่าเท่ากับ 1 = 1 Bit และ (๒) สถานะที่ไม่ย่อมให้กระแสไฟฟ้าผ่าน จะมีค่าเท่ากับ 0 = 1 Bit รวมกัน เป็น 2 Bits ซึ่งเป็นต้นกำเนิดระบบที่เรียกว่า “Binary System” (ระบบเลขฐานสอง) คือ การแยกตัวออกเป็น ๒ พวก เช่น บวกกับลบ ดีกับชั่ว เปิดกับดับ เป็นกับตาย ซึ่งแทนสถานะแต่ละข้างด้วยตัวเลข (Digital Data)  คือ ตัวเลข 1 กับ ตัวเลข 0 นั่นเอง เพื่อบอกสถานะหรือค่าของข้อมูลหนึ่งๆ หรือ แนวคิดการทำแต้มคะแนนแบบจับคู่ในธุรกิจ MLM–Multilevel Marketing เป็นต้น เมื่อเทียบเป็นหน่วยวัด 8 Bits = 1 Byte ในปัจจุบันขยายเป็นสถาปัตยกรรมขนาด 16 Bits = 1 Byte ถึง 32 Bits = 1 Byte ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถบันทึกข้อมูลที่เป็น Text Mode, Graphic Mode และ Audio Mode หรือ Text Mode กับ Audiovisual Mode ที่พวกเราใช้ในนวัตกรรมโทรศัพท์มือถือ ที่เรียกว่า “Android Architectures” (Android Applications: Line Platforms คือ การใช้โปรแกรมไลน์สื่อสารกัน ได้ทั้งข้อความ ภาพ และ เสียง ที่เป็นแบบเห็นผลลัพธ์การประมวลผลได้ทันทีที่หน้าจอทั้งสองฝ่ายแบบ Real–Time Mode คือ Monitor Counterface Technique) ฉะนั้น พวก Digital Data คือ ข้อมูลดิบดิจิตอลที่ยังไม่นำมาประมวลผล และ Digital Information คือ ชุดข้อมูลดิจิตอลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว สามารถดำเนินการและจัดการผ่านถ่ายระบบข้อมูลและสารสนเทศทางดาวเทียม (Satellite–Oriented Data and Information Transfer System) ให้พิจารณาแนวคิดที่มาของ “ความเกิด–ความดับ” (Binary Digital Approach) ที่ไปเจริญในอารยธรรมโลกตะวันตกเป็นผู้คิด มนุษย์โลกคนไทยเป็นผู้ใช้ เช่น ให้ผีหรืออาจารย์ขมังเวทย์ดับคอมพิวเตอร์หรือมือถือในภาพยนตร์ เป็นต้น เป็นการต่อยอดทางปัญญาที่มาเหนือเมฆ ไม่ต้องไปคิดสร้างประดิษฐ์อะไรออกมาหรอก ได้แก่ พวกคำศัพท์ (Notation) ต่อไปนี้

 

(1) Bit

Noun: Computing a unit of information expressed as either a 0 or 1 in binary notation. 

ORIGIN: 1940s: blend of binary and digit.

 

(2) Byte   

Noun:  Computing a group of binary digits or bits (usually eight) operated on as a unit. Such a group as a unit of memory size.

ORIGIN: 1960s: an arbitrary formation based on bit4 and bite.

 

(3) Digit   

Noun:

1. Any of the numerals from 0 to 9, especially when forming part of a number.

2. A finger or thumb.  Zoology a finger, thumb, or toe.

ORIGIN: Middle English: from Latin digitus 'finger, toe'.

 

(4) Binary

Adjective:

1. Composed of or involving two things.

2. Using or denoting a system of numerical notation with two as its base, employing the digits 0 and 1.

Noun: (plural binaries)

1. The binary system of notation.  

2. Astronomy a system of two stars revolving round their common centre.

ORIGIN: Middle English (in the sense 'duality, a pair'): from late Latin binarius, from bini 'two together'.

 

Source: Concise Oxford English Dictionary –Tvillage.org

 

 

ยกตัวอย่าง: ตัวอักษร ๑ ตัว ไม่ว่าจะเป็น พยัญชนะ สระ เครื่องพิเศษ ก็ตาม จะประกอบด้วย 8 Bits ดังนี้

 

10 = 1 Bit

10–10–10–10–10–10–10–10 = 8 Bits = 1 Byte

1,000 Bytes = 1 Megabyte

1,000 Megabytes = 1 Gigabyte

 

 

ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีนี้ ได้เกิดขึ้นในศาสตร์สมัยใหม่หลายสาขาที่เกื้อกูลต่อกัน คือ เกิดขึ้นตรงเวลาตรงสมัย ที่ความรู้หรือปัญญามนุษย์มีความก้าวหน้าพร้อมเพรียงกัน ได้แก่ คอมพิวเตอร์–Computer Technology อินเทอร์เน็ต–The Internet Technology ระบบดาวเทียม–Satellite Technology ระบบการสื่อสารคมนาคม–Telecommunications Technology เพราะฉะนั้น คอมพิวเตอร์จึงกลายเป็น “เครื่องจักรสมองกล–Android Technology” อย่างแท้จริงในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นี้ เพราะคอมพิวเตอร์เปรียบเสมือน “มนุษย์หุ่นยนต์” (Humanoid Robot) ถ้าจะเรียกว่า “เครื่องจักรเงามนุษย์” (Human Shadow Machine Unit) ก็ไม่น่าจะผิด เพราะมนุษย์ได้จำลองสถานจริงของความเป็นมนุษยชาติไปไว้ที่คอมพิวเตอร์ได้มากที่สุด เกือบถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างเช่นโปรแกรมชำนาญการบางอย่างมีความสามารถในการประมวลผลด้วยความเร็วสูงถึง ๓,๐๐๐ ล้านครั้ง/วินาที (The Super Computer) เช่น การจำลองสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงอีก ๑๐๐ ปี หรือมากกว่า ๑ ศตวรรษ ขึ้นไป เปรียบเทียบได้กับ ผู้มีตาทิพย์ที่พยากรณ์อนาคตไว้ด้วย “ญาณทัสสนะ” ที่บริสุทธิ์ ซึ่งถูกต้องบ้าง ผิดความเป็นจริง (บางคนต้องทำบนกับตำรวจไว้ ถ้าทำนายพยากรณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติของบ้านเมืองอีก ถูกจับแน่) แต่ระบบคอมพิวเตอร์อาศัยมนุษย์ป้อนข้อมูลที่เป็นปัจจัยต่างๆ กำหนดความเป็นไปในอนาคต ให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลออกมา ยกตัวอย่าง การพยากรณ์ภาวะโลกร้อนในอนาคต ถ้าน้ำทะเลขึ้นสูงในระดับแตกต่างกัน  มีผลกระทบกับพื้นแผ่นดินอาศัยของมนุษย์อย่างไร อย่างเช่น ถ้าน้ำทะเลมีระดับสูงขึ้น ๓ เมตร ภายใน ๑๐ ปี ข้างหน้านั้น ท่าเรือเดินทะเลใหม่ก็คงอยู่แถวๆ เชิงเขาใหญ่จังหวัดสระบุรี พื้นที่ภาคกลางหายไปถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ให้มีสติไว้ ให้พิจารณาถึงสภาวะที่เป็นจริง เพราะคำทำนายหรือการคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้า ไม่เป็นจริงก็ได้ อย่าตื่นตูมขาดสติ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทั้งหลายศรัทธาใน “กฎแห่งกรรม” แก้ไขง่ายนิดเดียว “อย่าทำให้โลกร้อน” แค่นั้นเอง อย่าทำลายป่าไม้ อย่าทิ้งสารเคมีลงแม่น้ำ อย่าสร้างขยะเกินความจำเป็น อย่าคิดชั่ว  อย่าขยายพันธุ์โดยไม่จำเป็น (คุมกำเนิด ว่าใครจริงๆ จะมีสิทธิ์อยู่บนโลกนี้) เพราะสรุป ถ้าประเทศไหนมีพลเมืองมากยิ่งสร้างปัญหาโลกร้อนมากเท่านั้น สภาวการณ์ประเภทนี้ มนุษยชาติต้องใช้ปัญญาอันบริสุทธิ์ในการแก้ไขปัญญาพร้อมกัน ข้อสำคัญ คือ “เทคโนโลยีมันจะกลืนกินผู้ให้กำเนิดมันเอง” คติพจน์มนุษย์โลกคนไทยบอกว่า: “หมองูตายเพราะงู” หรือ “หมอลำตายเพราะเสียงแคน”“ลิเกตายเพราะเสียงกลอง”“พระทุศีลตายเพราะเสียงกลองเพล” (รอฟังเสียงสัญญาณให้ฉันข้าวจนมี “อสังวร” ความไม่สำรวจในอินทรีย์ ทนไม่ไหวเลยขาดใจตายก่อน) ๑ เป็นต้นเป็นใบไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์สอนให้วัตถุเครื่องกลมันคิดเป็น ประมวลผลเป็นเหมือนเป็น “แมงเงาของมนุษย์” (Human Shadow Bug) คือ สอนด้วยภาษาที่เป็นตรรก (Logic Language) ที่เรียกว่า “ภาษาคอมพิวเตอร์” (Computer Programming Language) เช่น ภาษาชุดคำสั่งที่ใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ชนิดดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน คือ “ภาษาเบสิค” (Basic Language) แล้วพัฒนาเป็นภาษาต่างๆ อีกมากมาย จนถึงภาษาที่ใช้สั่งคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือ “HTTP: Hyper Text Transfer Protocol” คำสั่งชุดนี้ ดูโลกทั้งใบได้หมด เป็นการเข้าสู่ “กระแสแห่งโลกาภิวัติ” (Globalization Trends) อย่างแท้จริง คือ มนุษยชาติเอาชนะข้อจำกัดทางเวลาและสถานที่ สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลกตลอดเวลา สิ่งนี้คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการทางปัญญาของมนุษยชาติครั้งยิ่งใหญ่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโลก คือ การให้มนุษย์มางมงายใน “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” (Technology Advancement) ผู้มีปัญญาจึงจะสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม มีความความสุข ไม่เดือดร้อน พอเหมาะควรแก่ประโยชน์สูงสุด เรียกว่า “Hi–Touch” ส่วนพวกที่โง่ๆ คิดอะไรสร้างสรรค์ไม่เป็น ก็ทุกข์เพราะเทคโนโลยี “เทคโนโลยีมันกินกระบาล” (Head–Eating Technology) เพราะใช้ไม่เป็นประโยชน์ ใช้อย่างไร้สาระ ที่เรียกว่า “Low–Touch” เช่น โทรไม่เป็นเวล้ำเวลา ถามคำถามไร้สาระ (แดกข้าวแล้วยัง อยู่ไหนตอนนี้ ทำอะไรอยู่ ก็ไม่รู้จะถามไปทำไม) พอสิ้นเดือนเดือดร้อนหาค่าบิลโทรศัพท์ หรือหาเงินเติมโทรศัพท์ในแต่ละวัน ตอนนี้ คนส่วนใหญ่ถูกเทคโนโลยีกินกระบาล กลับเข้าสู่ “ยุคสังคมก้มหน้า” กันทั่วโลก ไม่พูดคุยกันต่อหน้า แต่สื่อสารผ่านมือถือกัน (Line Applications) ที่เรียกว่า “สังคมออนไลน์” ที่ส่งข้อมูลที่ไร้สาระกันทั้งวันทั่วโลก ไม่มีความเป็นอิสระส่วนตัว

 

ในคราวนี้ ก็กลับมาพิจารณาถึง “ความเกิด–ความดับ” ในคอมพิวเตอร์ต่อ ฉะนั้น ข้อมูลที่เป็นตัวเลขแบบไบนารี่ คือ “ข้อมูลดิจิตอลระบบเลขฐานสอง –Binary Digital Data”  นี้ จะถูกสั่ง “บันทึก–การเกิด” และ “ลบออก–การดับ” ใน “หน่วยความจำ–Memory Unit” เพื่อการประมวลผลที่ดำเนินการใน “หน่วยประมวลผลกลาง” (CPU: Central Processing Unit) เพราะฉะนั้น พื้นฐานความคิดที่เป็นต้นฉบับ (Original Idea Base) หรือ “ทฤษฎีต้นแบบ” (Prototype Theory) ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมา คือ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” (The Eye of Truths) ที่เห็นสัจจธรรมตามที่เป็นจริงด้วยปัญญว่า:

 

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

แต่พวกนักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกพึ่งคิดได้เมื่อทศวรรษ 1940s–1960s ระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่พวกมนุษย์โลกชอบฆ่ากันเป็นว่าเล่นหลายร้อยล้านคน ถ้าเข้าใจหลักธรรมศีล ๕ ข้อที่ ๑ เว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คงจะวางอาวุธกล่าวคำสวัสดีกัน หากินกันไปตามภาษาเยอรมัน ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาไทย แต่โชคร้ายสมัยนั้น “บุคคลย่อมไม่รู้แจ้ง ซึ่งกุศลหรืออกุศลแม้สักอย่างหนึ่ง” โดยเฉพาะ “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” เลยฆ่ากันมันส์ยกใหญ่ (สงครามโลก–The World War) และยกเล็ก (สงครามกลางเมือง–The Civil War) เหลืออย่างเดียว มนุษย์โลกยังไม่ขยายไปเป็นสงครามระหว่าดวงดาว หรือสงครามจักรวาล (The Star War) แค่ทำสงครามกับกอสซิล่าคงเหนื่อยพอแรงแล้ว (ในภาพยนตร์) บุคคลส่วนใหญ่ไม่เจริญเมตตาธรรมด้วยอุบายอันยิ่งในใจอย่างแยบคายแห่ง “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งความจริง ก็ไม่มีใครเขาห้ามให้คิดอย่างนี้เลย เลยพากันทั้งโลกไม่ละอายและเกรงกลัวบาป มีแต่ความคิดพยาบาทมาดร้ายกัน และเบียดเบียนกัน จนมาถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีนิสัยชอบฆ่ากันด้วยความคิด “ปาณาติปาตา” พวกมนุษย์หูตึงนี้ พระบอกว่า “อย่าฆ่าสัตว์” มีสำเนียงฟังผิดเพี้ยนไป “ให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตโยม” และคิดไปเองว่า มีเสียงแววในหูทิพย์ว่า “ให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตโยมๆ” (พญามารลง) ดังแล้ว ดังเล่า ไม่สิ้นสุด เพราะมีใจครอง “อกุศลมูล” เป็นประธาน (ราคะ–โทสะ–โมหะ) เลยได้ดีแห่งชั่วเช่นนี้ ชนิดเข้าถึง “คนในพระพุทธศาสนายังคิดไม่ทัน แล้วคนนอกพระพุทธศาสนา จะคิดอย่างไรดี” อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ขายดีกำไรงาม แม้บางประเทศใน AEC: ASEAN Economic Community ที่เป็นสังคมพัฒนาแล้ว ก็ยังค้าขายอาวุธสงครามจนรวย ไม่ควรมีศรัทธาถือเป็นตัวอย่างเลย

 

ฉะนั้น “การเห็นอันเยี่ยม–ทัสสนานุตตริยะ” นั้น จึงเป็นปัญญาที่เห็นสภาวธรรม หรือ ความนึกคิด เกี่ยวกับ “สังขตธรรม” ซึ่งประกอบด้วย “สังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้น ปรากฏ (๒) ความดับสลาย ปรากฏ (๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ โดยเปรียบเทียบกับ “อสังขตธรรม” ซึ่งประกอบด้วย “อสังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ (๑) ไม่ปรากฏความเกิด (๒) ไม่ปรากฏความสลาย (๓) เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปร ในการพิจารณาธรรม หรือ มนสิการกรรมฐาน ก็ให้พิจารณาตามเกณฑ์หลักธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย (Binary System) โดยไม่คิดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำพัง เหมือนเช่น เมื่อเจริญ “โยนิโสมนสิการ” (ความทำในใจโดยแยบคาย ความใส่ใจอย่างฉลาด) แล้ว ย่อมต้องเจริญ “อโยนิโสมนสิการ” (ความทำในใจโดยไม่แยบคาย ความใส่ใจอย่างไม่ฉลาด) ควบคู่ไปด้วย เช่นนั้น ซึ่งจะลักษณะของ “ผู้คงแก่เรียน–พาหุสัจจะ” นั่นคือ (๑) ได้ยินได้ฟังมาก (๒) ทรงจำไว้ได้ (๓) คล่องปาก (๔) เจนใจ (๕) ขบได้ด้วยทฤษฎี เพราะฉะนั้น กระบวนการที่เกิดในการเข้าถึง “การเห็นอันเยี่ยม–ทัสสนานุตตริยะ” จึงประกอบด้วย ๔ ขั้นตอน เพราะ “อาวัชชนะ” คือ การหมุนเวียนเปลี่ยนไปแห่งภวังค์ซึ่งเป็นของ “อรูปธรรม–อรูปสันตติ” รวมทั้งความหมุนเวียนเปลี่ยนไปของ “รูปธรรม–รูปสันตติ” (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 636 –637  FILE 78) ดังนี้

(๑) “อาวัฏฏนา” คือ ความสนใจตรึกด้วยวิตก

(๒) “อาโภคะ” คือ ความคำนึงตรองด้วยวิจาร

(๓) “สมันนาหรณะ” คือ การประมวลมาแห่งนิมิตด้วยสมาธิ

(๔) “มนสิการ” คือ การทำไว้ในใจอย่างฉลาดแยบคาย

 

 

อนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการเจริญภาวนา คือ (๑) สมาธิ –โยนิโสมนสิการสมาบัติ กับ (๒) วิปัสสนา –โยนิโสมนสิการวิปัสสนา ซึ่งจะเป็นการเสริมเกี่ยวกับการเจริญอุบายประกอบใน “โยนิโสมนสิการกัมมัฏฐาน” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 265–268 FILE 69) ดังนี้

 

[๔๕๙] (๑) ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร (๒) พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร (๓) ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร

 

(๑) ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗” (๒) พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘” (๓) ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ (วีตราโค) ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐”

 

[๔๖๐] (๑) “ปุถุชนเจริญสมาธิ” ย่อมเป็น “ผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ๗” เป็นไฉน

ปุถุชนผู้มีตนอันพิจารณาแล้ว ย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ (นิมิตอันให้เกิดนั้น)

(๒) เป็นผู้ฉลาดให้ความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต

(๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต

(๔) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน

(๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส

(๖) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง

(๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา

ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗” เหล่านี้

 

(๒) “พระเสขะเจริญสมาธิ” ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘” เป็นไฉน

พระเสขะมีตนอันพิจารณาแล้ว ย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์

(๒) เป็นผู้ฉลาดให้ความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต

(๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต

(๔) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน

(๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส

(๖) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง

(๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา

(๘) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว

พระเสขะผู้เจริญสมาธิ ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘” เหล่านี้

 

(๓) “ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ” ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐” เป็นไฉน

ท่านผู้ปราศจากราคะมีตนอันพิจารณาแล้ว ย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ –อารมฺมณูปฏฺฐานกุสโล (กรรมฐานนิมิต)

(๒) เป็นผู้ฉลาดให้ความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต –สมถนิมิตฺตูปฏฺฐานกุสโล (องค์ฌาน)

(๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต –ปคฺคหนิมิตฺตูปฏฺฐานกุสโล (มีความเพียรพอดี)

(๔) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน –อวิกฺเขปูปฏฐานกุสโล (ไม่ฟุ้งซ่าน)

(๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส –โอภาสุปฏฺฐานกุสโล (ญาโณภาส–ธรรมสังเวช)

(๖) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง –สมฺปหํสนูปฏฺฐานกุสโล (ระลึกถึงพระรัตนตรัย)

(๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา –อุเปกฺขูปฏฺฐานกุสโล (ไม่ข่มไม่ยกย่อง)

(๘) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว –เอกตฺตูปฏฺฐานกุสโล (ธรรมคู่ปรปักษ์กัน)

(๙) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ –ญาณูปฏฺฐานกุสโล (อสัมโมหญาณ–ไม่หลงใหล)

(๑๐) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต –จิตตูปฏฺฐานกุสโล–วิมุตฺตูปฏฺฐานกุสโล (อรหัตผลวิมุตติ)

 

ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐” เหล่านี้

 

 

[๔๖๑] (๑) ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร (๒) พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร (๓) ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา (พระอเสขะ) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร

 

(๑) ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ (๒) พระเสขะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ (๓) ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ (ในข้อนี้ ให้เปรียบ คำว่า “มีความเกิด–มีความดับ” หรือ “มีขึ้น–ปราศจาก”)

 

[๔๖๒] (๑) “ปุถุชนเจริญวิปัสสนา” ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙” เป็นไฉน “เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙” เป็นไฉน

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง –อนิจจตา   

(๒) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง –นิจจสัญญา

(๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ –ทุกขตา

(๔) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข –สุขสัญญา

(๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา –อนัตตตา

(๖) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา –อัตตสัญญา

(๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป –ขยา–ขยธมฺมตา

(๘) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน –ฆนสัญญา

(๙) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป –วยธมฺมตา

(๑๐) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา –อายูหนา (กรรมอันปรุงแต่งปฏิสนธิ)

(๑๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน –วิปริณาม

(๑๒) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน –ธุวสัญญา

(๑๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ -อนิมิต

(๑๔) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต –นิมิตตสัญญา

(๑๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง –อัปปณิหิตา

(๑๖) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง –ปณิธิ

(๑๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ –สุญญตา

(๑๘) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น –อภินิเวส

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙” เหล่านั้น “เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙” เหล่านี้

 

 

(๒) พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐” เป็นไฉน ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐” เป็นไฉน

พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๒) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง

(๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์

(๔) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข

(๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา

(๖) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา

(๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป

(๘) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน

(๙) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป

(๑๐) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา

(๑๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน

(๑๒) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน

(๑๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้

(๑๔) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต

(๑๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง

(๑๖) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง

(๑๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ

(๑๘) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น

 (๑๙) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ

(๒๐) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ

พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐” เหล่านี้ “เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐” เหล่านี้

  

 

(๓) ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒” เป็นไฉน “เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒” เป็นไฉน

ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๒) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง

(๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์

(๔) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข

(๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา

(๖) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา

(๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป

(๘) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน

(๙) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป

(๑๐) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา

(๑๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน

(๑๒) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน

(๑๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้

(๑๔) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต

(๑๕) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง

(๑๖) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง

(๑๗) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ –สุญฺญตูปฏฺฐานกุสโล –สุญฺญโต อุปฏฺฐานกุสโล

(๑๘) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น

 (๑๙) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ –ญาณูปฏฺฐานกุสโล

(๒๐) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ

 (๒๑) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เกี่ยวข้อง –วิสญฺโญคูปฏฺฐานกุสโล

(๒๒) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเกี่ยวข้อง –สญฺโญคานุปฏฺฐานกุสโล

(๒๓) เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ –นิโรธูปฏฺฐานกุสโล

(๒๔) เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร

ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อม “เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒” เหล่านี้ “เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วย ๑๒” เหล่านี้

 

  

อีกประการหนึ่งนั้น ให้พิจารณากรณีของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า “ตถาคต” เพราะเสด็จไปอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 199–201 FILE 32) ดังนี้

 

(๑) ทรงละ กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) ด้วย เนกขัมมะ 

(๒) ทรงละ พยาบาท (ความขัดเคืองแค้นใจ) ด้วย ความไม่พยาบาท

(๓) ทรงละ ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) ด้วย อาโลกสัญญา

(๔) ทรงละ อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) ด้วย ความไม่ฟุ้งซ่าน

(๕) ทรงละ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ด้วย การกำหนดธรรม

(๖) ทรงทำลาย อวิชชา (ความไม่รู้) ด้วย พระปรีชาญาณ

(๗) ทรงบรรเทา อรติ (ความไม่ยินดี) ด้วย ความปราโมทย์

(๘) ทรงเปิดบานประตู คือ นิวรณ์ (สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม) ด้วย ปฐมฌาน

(๙) ทรงสงบ วิตกวิจาร (ตรึกและตรอง) ด้วย ทุติยฌาน

(๑๐) ทรงหน่าย ปีติ (ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำ) ด้วย ตติยฌาน

(๑๑) ทรงละ สุขทุกข์ (สบายใจทุกข์ใจ = ได้ อุเบกขา) ด้วย จตุตถฌาน

(๑๒) ทรงก้าวล่วง รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วย อากาสานัญจายตนสมาบัติ

(๑๓) ทรงก้าวล่วง อากาสานัญจายตนสัญญา ด้วย วิญญาณัญจายตนสมาบัติ

(๑๔) ทรงก้าวล่วง วิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วย อากิญจัญญายตนสมาบัติ

(๑๕) ทรงก้าวล่วง อากิญจัญญายตนสัญญา ด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ 

(๑๖) ทรงละ นิจจสัญญา (สำคัญว่าเที่ยง) ด้วย อนิจจานุปัสสนา

(๑๗) ทรงละ สุขสัญญา  (สำคัญว่าสุข) ด้วย ทุกขานุปัสสนา

(๑๘) ทรงละ อัตตสัญญา  (สำคัญว่ามีตัวตน)ด้วย อนัตตานุปัสสนา

(๑๙) ทรงละ นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ด้วย นิพพิทานุปัสสนา

(๒๐) ทรงละ ราคะ (ตัณหาไม่มีความอิ่ม) ด้วย วิราคานุปัสสนา

(๒๑) ทรงละ สมุทัย (เหตุเกิดราคะ) ด้วย นิโรธานุปัสสนา

(๒๒) ทรงละ อาทาน (ความยึดมั่น) ด้วย อุปสมานุปัสสนา

(๒๓) ทรงละ ฆนสัญญา (สำคัญว่าเป็นก้อน) ด้วย ขยานุปัสสนา

(๒๔) ทรงละ อายูหนา (การประมวลมา) ด้วย วยานุปัสสนา

(๒๕) ทรงละ ธุวสัญญา (สำคัญว่ายั่งยืน) ด้วย วิปริณามานุปัสสนา

(๒๖) ทรงละ นิมิตตสัญญา (เครื่องหมายว่าเที่ยง) ด้วย อนิมิตตานุปัสสนา

(๒๗) ทรงละ ปณิธิ (การตั้งมั่นแห่งกิเลส) ด้วย อัปปณิหิตานุปัสสนา

(๒๘) ทรงละ อภินิเวส (ยึดมั่น) ด้วย สุญญตานุปัสสนา

(๒๙) ทรงละ สาราทานาภินิเวสะ (ยึดมั่นด้วยยึดถือว่าเป็นสาระ) ด้วย อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา  

(๓๐) ทรงละ สัมโมหาภินิเวส (ยึดมั่นด้วยความลุ่มหลง) ด้วย ยถาภูตญาณทัสสนะ

(๓๑) ทรงละ อาลยาภินิเวส (ยึดมั่นในอาลัย) ด้วย อาทีนวานุปัสสนา

(๓๒) ทรงละ อัปปฏิสังขา (ไม่พิจารณา) ด้วย ปฏิสังขานุปัสสนา

(๓๓) ทรงละ สังโยคาภินิเวสะ (ยึดมั่นในการประกอบกิเลส) ด้วย วิวัฏฏานุปัสสนา

(๓๔) ทรงละ  ทิฏฺเฐกฏเฐ (กิเลสอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกับทิฏฐิ) ด้วย โสดาปัตติมรรค

(๓๕) ทรงละ โอฬาริเก กิเลเส (กิเลสหยาบ) ด้วย สกทาคามิมรรค

(๓๖) ทรงถอน อณุสหคเต กิเลเส (กิเลสอย่างละเอียด) ด้วย อนาคามิมรรค

(๓๗) ทรงตัด สพฺพกิเลเส (กิเลสทั้งปวงได้เด็ดขาด) ด้วย อรหัตตมรรค 

 

หมายเหตุ: จากข้อ ๑๖–ข้อ ๓๓ เรียกว่า “มหาวิปัสสนา ๑๘” หมายถึง การทำให้แจ้งในธรรม การแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ การทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งที่ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับในสภาวธรรมนั้นๆ ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ย่อมละ “นิจจสัญญา”

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์ ย่อมละ “สุขสัญญา”

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน ย่อมละ “อัตตสัญญา”

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ย่อมละ “นันทิสัญญา”

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด ย่อมละ “ราคสัญญา”

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ ย่อมละ “สมุทัยสัญญา”

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน ย่อมละ “อาทานสัญญา”

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป ย่อมละ “ฆนสัญญา”

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป ย่อมละ “อายูหนา”

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน ย่อมละ “ธุวสัญญา”

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย ย่อมละ “นิมิตตสัญญา”

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง ย่อมละ “ปณิธิสัญญา”

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า ย่อมละ “อภินิเวสสัญญา”

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมละ “สาราทานาภินิเวสะ”

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง ย่อมละ “สัมโมหาภินิเวส”

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ ย่อมละ “อาลยาภินิเวส”

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง ย่อมละ “อัปปฏิสังขา”

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป ย่อมละ “สังโยคาภินิเวสะ”

 

ฉะนั้น “บุคคลผู้มีตนอันเว้นแล้ว” ย่อมประกอบด้วยคุณแห่งโพธิปักขิยธรรม ดังนี้

 

(๑) ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ บุคคลย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) ยัง “สัทธินทรีย์” ให้ประชุมลงด้วยความน้อมใจเชื่อ

(๒) ยัง “วิริยินทรีย์” ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้

(๓) ยัง “สตินทรีย์” ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้

(๔) ยัง “สมาธินทรีย์” ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน

(๕) ยัง “ปัญญินทรีย์” ให้ประชุมลงด้วยความเห็น

บุคคลนี้ยังอินทรีย์เหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง”

 

(๒) ย่อมให้พละทั้งหลายประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ บุคคลย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) ยัง “สัทธาพละ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา

(๒) ยัง “วิริยพละ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน

(๓) ยัง “สติพละ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวในความประมาท

(๔) ยัง “สมาธิพละ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ

(๕) ยัง “ปัญญาพละ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา

บุคคลนี้ย่อมยังพละเหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ย่อมยังพละทั้งหลายให้ประชุมลง”

 

(๓) ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ บุคคลย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) ยัง “สติสัมโพชฌงค์” ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้

(๒) ยัง “ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์” ให้ประชุมลงด้วยความเลือกเฟ้น

(๓) ยัง “วิริยสัมโพขฌงค์” ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้

(๔) ยัง “ปีติสัมโพชฌงค์” ให้ประชุมลงด้วยความแผ่ซ่านไป

(๕) ยัง “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” ให้ประชุมลงด้วยความสงบ

(๖) ยัง “สมาธิสัมโพชฌงค์” ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน

(๗) ยัง “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” ให้ประชุมลงด้วยความวางเฉย

บุคคลนี้ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงในอารมณ์ เพราะเหตุ ดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง”

 

(๔) ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ บุคคลย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) ยัง “สัมมาทิฏฐิ” ให้ประชุมลงด้วยความเห็น

(๒) ยัง “สัมมาสังกัปปะ” ให้ประชุมลงด้วยความยกขึ้นสู่อารมณ์

(๓) ยัง “สัมมาวาจา” ให้ประชุมลงด้วยความกำหนด

(๔) ยัง “สัมมากันมันตะ” ให้ประชุมลงด้วยความที่เกิดขึ้นดี

(๕) ยัง “สัมมาอาชีวะ” ให้ประชุมลงด้วยความผ่องแผ้ว

(๖) ยัง “สัมมาวายามะ” ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้

(๗) ยัง “สัมมาสติ” ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้

(๘) ยัง “สัมมาสมาธิ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน

บุคคลนี้ย่อมยังมรรคนี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง”

 

(๕) ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรม อันมีความสงบเป็นประโยชน์ (อีกนัยหนึ่ง คำว่า ธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตรธรรม) บุคคลย่อมประกอบด้วยคุณ ดังนี้

(๑) ยัง “อินทรีย์ทั้งหลาย” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่

(๒) ยัง “พละทั้งหลาย” ให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหว

(๓) ยัง “โพชฌงค์ทั้งหลาย” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมเครื่องนำออก

(๔) ยัง “มรรค” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นเหตุ

(๕) ยัง “สติปัฏฐาน” ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้

(๖) ยัง “สัมมัปปธาน” ให้ประชุมลงด้วยความเริ่มตั้ง

(๗) ยัง “อิทธิบาท” ให้ประชุมลงด้วยความให้สำเร็จ

(๘) ยัง “สัจจะ” (อริยสัจจ์ ๔) ให้ประชุมลงด้วยความถ่องแท้

(๙) ยัง “สมถะ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน

(๑๐) ยัง “วิปัสสนา” ให้ประชุมลงด้วยความพิจารณาเห็น

(๑๑) ยัง “สมถะและวิปัสสนา” ให้ประชุมลงด้วยความมีกิจเป็นอันเดียวกัน

(๑๒) ยัง “ธรรมเป็นคู่กัน” (ปัสสัทธิยุคฬาทิ) ให้ประชุมลงด้วยความไม่ล่วงเกินกัน

(๑๓) ยัง “สีลวิสุทธิ” ให้ประชุมลงด้วยความสำรวม

(๑๔) ยัง “จิตวิสุทธิ” ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน

(๑๕) ยัง “ทิฏฐิวิสุทธิ” ให้ประชุมลงด้วยความเห็น

(๑๖) ยัง “วิโมกข์” ให้ประชุมลงด้วยควานหลุดพ้น

(๑๗) ยัง “วิชชา” ให้ประชุมลงด้วยความแทงตลอด

(๑๘) ยัง “วิมุตติ” ให้ประชุมลงด้วยความสละรอบ

(๑๙) ยัง “ญาณในความสิ้นไป” ให้ประชุมลงด้วยความตัดขาด

(๒๐) ยัง “ญาณในความไม่เกิดขึ้น” ให้ประชุมลงด้วยความเห็นเฉพาะ

(๒๑) ยัง “ฉันทะ” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นมูลเหตุ

(๒๒) ยัง “มนสิการ” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นสมุฏฐาน

(๒๓)  ยัง “ผัสสะ” ให้ประชุมลงด้วยความประสบ

(๒๔) ยัง “เวทนา” ให้ประชุมลงด้วยความรู้สึก

(๒๕) ยัง “สมาธิ” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นประธาน

(๒๖)  ยัง “สติ” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่

(๒๗) ยัง “สติสัมปชัญญะ” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมที่ยิ่งกว่านั้น

(๒๘) ยัง “วิมุตติ” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นสาระ

(๒๙) ยัง “นิพพานอันหยั่งลงในอมตะ” ให้ประชุมลงด้วยความเป็นที่สุด

บุคคลนี้ย่อมยังธรรมเหล่านั้นให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง”

 

หมายเหตุ: ให้พิจารณาถึง นัยของคำว่า “ประชุมลง” ในบทว่า “สโมธานฏฺเฐน” หมายถึง “ด้วยความประชุมลง” เพราะมีขณะเดียวกัน คือ “ด้วยความประชุมรวมกัน” ในบทว่า “สโมธาเนติ” หมายถึง “ให้ประชุมลง”  ความว่า “ตั้งไว้ซึ่งอารมณ์หรือยังอารมณ์ให้ดังไว้” ชื่อว่า “บุคคลย่อมตั้งอารมณ์” เพื่อความบริบูรณ์แห่งภาวนา แม้ในความไม่มีความตั้งมั่น และความขวนขวาย ในบทว่า “โคจรํ” หมายถึง “อารมณ์” คือ สังขารเป็นอารมณ์ในขณะแห่งวิปัสสนาและนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรคและขณะแห่งผล ในบทว่า “สมตฺถํ” คือ ความสงบเป็นประโยชน์ หรือชื่อว่า “สมตฺโถ” เพราะประโยชน์ของความสงบ ซึ่งธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์นั้น

  

 

กล่าวโดยสรุป ในการประกอบกิจใดๆ ผู้ดำเนินการนั้น จำเป็นต้องต้องมีวิสัยทัศน์ที่จะคาดคะเนถึงปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบแห่งความสำเร็จ นั่นคือ ความรู้ความเข้าใจถึงกลยุทธ์หลักกลยุทธ์รอง ที่จะนำทางและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้จริง ซึ่งก็ถือเป็น “กฎเกณฑ์” อันเป็นหลักปฏิบัติ หรือ “ทฤษฎี” ที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินแผนการหรือโครงการนั้นๆ ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือได้จริง ในทำนองเดียวกัน การปฏิบัติธรรมก็ต้องมีวิธีคิดอันเป็นหลักทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังในหลักธรรมต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมา จะเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมาลอยๆ ไม่มีความสัมพันธ์กับหลักธรรมอื่นๆ นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ การพิจารณาหลักธรรมให้แตกฉาน ที่เป็นรู้ปัญญาแตกฉาน “ปฏิสัมภิทา ๔” นั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริงในภาคสนาม ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาเรียนรู้ จึงเป็นดัชนีบ่งบอกถึงความเป็นผู้คงแก่เรียน “พาหุสัจจะ” ผู้ประกอบด้วย “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ ที่มีพระอรหันต์ทำสังคายนามานานถึง ๒,๖๐๐ ปี ทักษะการต่อยอดทางปัญญาจึงเป็นองค์ประกอบภายในตัวบุคคล ที่มีทักษะการเรียนรู้สูงด้วยประสิทธิภาพและคุณภาพ เพราะหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งหมด เป็นเรื่อง “ปัญญาญาณ” ไม่ใช่เรื่อง “ปัญญาอ่อน” แต่ประการใด ทักษะความคิดในการสรุปผลเชิงทฤษฎีที่เป็นเชิงวิธีวิทยาศาสตร์ จึงเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งยวดในการพัฒนา “ปัญญา ๓” ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา (๒) สุตมยปัญญา (๓) ภาวนามยปัญญา ผู้มีปัญญาหางอึ่งแค่รักษาศีลอย่างเดียวก็ไปไม่รอด เพราะคิดอะไรไม่ออก จะพัฒนาปัญญาตนเองอย่างไรดี มันไม่ใช่เรื่อง ๑ + ๑ = ๒ แต่พุทธปัญญาญาณนั้น เป็น ๑ + ๑ = มากกว่า ๒ ขึ้นไป ชนิดไม่รู้จบ เพราะเป็น “ปรมัตถะ” ที่เหนือวิสัยของโลก ไม่ใช่เรื่องที่แค่บอกต่อๆ กันมา ผู้เจริญภาวนาต้องคิดเองด้วย เมื่อคิดไม่ออกย่อมไม่เกิดปัญญาที่ล้ำเลิศ มีแต่ “ทิฏฐิวิบัติ–ประพฤติทุศีล–รักษาศีลชั่ว” ด้วยประกอบอเนสนา มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ ด้วยวัตถุมงคล เวทมนต์ ไสยาศาสตร์ เป็นอาหารของความโง่ เป็นต้น ทักษะการคิดและการเรียนรู้นั้น ฝึกสอนให้กันได้ ด้วยให้มีนิสัยทำกิจกรรมนั้นให้มากๆ ให้สมบูรณ์ ให้ไพบูลย์ด้วยปัญญายิ่งขึ้นไปอีกกว่าเดิม การเห็นอันเยี่ยมในการศึกษาพระธรรม คือ “เห็นความเกิดขึ้น–เห็นความดับไป” เข้าปฏิสังยุตร่วมในหลักธรรมทั้งหลาย เช่น ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น โดยวิธีคิดด้วยกรรมแห่งอุบายที่แยบคายในใจ ซึ่งประกอบใน “โยนิโสมนสิการ” และพร้อมด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนกว่าจะบรรลุความเป็นพระอรหันต์ อนึ่ง ไม่ควรเชื่ออะไรให้ง่ายนัก พิจารณาทดลองดูก่อนว่าจริงหรือไม่ เพราะทั้งหมดที่เรื่องเล่าต่อกันมา (มีไวรัส หรือ มีรหัส Malware ฝังมาด้วย) ให้พิจารณาตามหลัก “กาลามสูตร” ที่ก่อนจะเชื่ออะไร ให้ไตร่ตรองด้วยเหตุผลและปัญญาว่า มีประโยชน์หรือมีโทษแก่ตนและคณะอย่างไร ถ้าดีก็ให้ทำ ถ้าไม่ดี ก็ให้ละเว้นไปเสีย ได้แก่ (๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา (๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ (๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก (๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน (๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน (๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ (๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เหล่านี้ เป็นต้น

 

ประการสุดท้ายนี้ ให้เก็บประเด็นความเร็วในการประมวลผลข้อมูลของ “ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์–The Super Computer” ที่มีความเร็วสูงถึง 3 Trillion Processing Rounds / Second (British dated a million million million = 1,000,000,000,000,000,000 or 1018 = 3,000,000,000,000,000,000) ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลในเรื่องนามธรรมขั้นสูงได้ เช่น การวิเคราะห์ข้อกระทงปัญหาต่างๆ (Item Analysis) ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนได้ นั่นคือ มนุษย์ให้คอมพิวเตอร์คิดตามตรรกเชิงคณิตศาสตร์ที่เป็นนามธรรมขั้นสูงได้ เช่น Functions หรือ Logarithms หรือ Matrixes เพื่อคำนวณคำตอบที่เป็นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งมนุษย์ให้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ช่วยในการให้คำปรึกษาและการตัดสินใจ เช่น เทคโนโลยียานไร้คนขับ (Drones = A remote-controlled pilotless aircraft) ระบบนำร่องด้วยเรดาร์ค้นหาวัตถุ (Sonar = 1940s: From So(und) Na(vigation and) R(anging), on the pattern of radar) ระบบจำลองรูปร่างอวัยวะหรือหน้าตารูปพรรณให้เป็นภาพสมบูรณ์ตามระยะเวลา (Organism Appearance Simulation System) เช่น ภาพย้อนอดีตหรือกลับไปอนาคต ถ้ากินสารอาหารแบบนี้ ภาวะร่างกายอย่างนี้ จะมีสุขภาพอย่างไรใน ๓ ปี ข้างหน้า ถ้าจะซ่อมแซมเซลล์จะซ่อมที่โครงสร้างด้วยสารอาหารชีวโมเลกุลอะไรบ้าง (เป็นการนำข้อมูลพันธุกรรมมาใช้ในการซ่อมแซมอวัยวะ) เป็นต้น ฉะนั้น “ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์–The Super Computer” จึงทำหน้าที่เป็น “เงาสมองของมนุษย์” (Human Brain Shadow) หรือที่เรียกว่า “Android–Humanoid” คือ “มนุษย์หุ่นยนต์” เพราะฉะนั้น การจำลองคุณสมบัติความเป็นมนุษย์บางอย่างได้ถูกถ่ายทอดไปสู่เครื่องจักรคอมพิวเตอร์ ให้คล้ายคลึงกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งแสดงว่า มนุษย์สามารถขยายขอบเขตหรือพรหมแดนแห่งปัญญากว้างขวางยิ่งขึ้น คือ “การเห็นที่ดีเยี่ยม–Excellent Vision” คือ ปรีชาสามารถที่หยั่งรู้ข้ามมิติแห่งเวลาได้ โดยเกิดจากการจัดการข้อมูลที่เป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติมนุษย์แต่ละคนลงในฐานข้อมูลของคอมพิวเตอร์ ทั้งข้อมูลฝ่ายรูปธรรม (ร่างกาย) และนามธรรม (อุปนิสัย) ที่แสดงตนในรูปแบบ “รหัสพันธุกรรม” (Genetic Codes) เช่น การโคลนนิ่งสัตว์ หรือ สำเนามนุษย์เทียม ซึ่งพวกนักวิทยาศาสตร์กำลังเผชิญปัญหาทางศาสนากับปรัชญาอยู่ เพราะมนุษย์กำลังกลายสภาพเป็น “ผู้สร้าง–Creator” แทนพระเจ้า แล้วพระเจ้ามีจริงไหมถ้าเป็นเช่นนั้น ไปหาคำตอบกันเอง ในทางพระพุทธศาสนานั้น “การเห็นอันเยี่ยม–ทัสสนานุตตริยะ” (Excellent Views) ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะหมายถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ปัญญาเห็นธรรม” หรือ “ดวงตาแห่งปัญญา–ปัญญาจักขุ” ของผู้เป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นการเห็นด้วย “อำนาจแห่งสมาธิ” (ปัญญาในสมาธิ–เจโตวิมุตติ) คือ “ญาณทัสสนะ” และอำนาจแห่งปัญญา (ปัญญาในวิปัสสนา–ปัญญาวิมุตติ) คือ “ยถาภูตญาณ” (ปัญญาเห็นตามสภาพเป็นจริง) หรือ “ปัญญาญาณ” ทั้งหลายที่เกิดขึ้นวิปัสสนาภูมิ การพัฒนาจิตของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เหนือวัตถุ เพราะ “จิตคือวิญญาณ” (ความรู้แจ้ง) ที่เป็นคุณชาติของความเป็นพุทธะ นั่นคือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ซึ่งไม่สาธารณ์แก่ปุถุชนทั่วไปหรือนักวิทยาศาสตร์ผู้หลงกระแสโลก แต่เป็นคุณชาติของบุคคลผู้อยู่เหนือกระแสวิสัยแห่งโลก (โลกุตตรภูมิ) ปัญญาทางโลก เรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” (ยิ่งรู้มากยิ่งเป็นสงสารทุกข์–ใช้ก่อกรรมทำเวร) แต่ปัญญาทางธรรมเรียกว่า “จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา–ภาวนามยปัญญา” (ยิ่งรู้มากยิ่งหลุดพ้นจากวัฏฏะ–ระงับกรรมตัดเวร) ความตายของมนุษย์โลก เป็นเรื่อง “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เป็นธรรมดา (มีตลอดไป) แต่ความตายในพระพุทธศาสนานั้น “ก็ให้ตายจากกรรมและเวรกรรม” อันเกิดจากกิเลสทั้งหลาย ผู้บรรลุธรรมได้ “ย่อมเห็นตายก่อนตาย” เลยไม่กลัวตาย เพราะมีปัญญา จึงรู้เห็นดีเยี่ยมด้วย “ปัญญาเห็นธรรม” ว่า:

 

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

สิ่งนี้คือสภาวธรรมที่เป็นปรมัตถ์แห่งชีวิต เพียงแต่ว่ามันจะถึงเวลาเมื่อใดเท่านั้นเอง ผู้ฉลาดย่อมเจริญปัญญาด้วยความไม่ประมาทในชีวิต “มรณัสสติ” คือ ตัวเราเอง ต้องตายเหมือนกัน หนีไม่พ้น แล้วจะไปคิดว่าไม่ตายได้อย่างไร ให้มันเป็นทุกข์เสียเปล่าๆ ฉะนั้น ปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย ทำให้ประมาทปัญญา ย่อมประกอบกรรมดีมากกว่ากรรมชั่ว ให้เสียเวลาชีวิตไปทำไม เพราะการเห็นที่สูงสุด คือ “เห็นวิธีที่จะเข้าไปสู่กระแสแห่งนิพพาน” อันเป็นประโยชน์ในกาลข้างหน้าอันใกล้นี้.

 

 

 

Visitor Number:
4806373