CHARITY DISTRIBUTION FILE
2600 YEARS
PLEASE DOWNLOAD THE NEW REVISED VERSION   
Download Lastest Version
THE ABSOLUTE TRUTHS NEVER DIE BY THE BUDDHA   
แก่นสารแห่งพุทธธรรม
Visit Siripat.Com
   Return to Siripat.com and Academiae Network
  คำแนะนำ   
 
การเจริญภาวนาให้เกิดญาณสัมปยุตต์แห่งปรมัตถสัจจะด้วยปัญญาภูมิอันพึงเกิดแด่โยคาวจรทั้งหลาย   
 
ความตรัสรู้อริยสัจจ์ย่อมเป็นสมุฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยปัญญาญาณ   
 ท่านสามารถศึกษาธรรมะผ่านไฟล์ Text WordDoc PDF HTML ASP และ JAVA Script Webpages  
Download Now
Download Now
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งความตรัสรู้
 เชิญชาวพุทธร่วมฉลองด้วยการศึกษาอริยธรรมและประพฤติพรหมจรรย์แห่งพระธรรมวินัยนี้
Download Siripat RSS Feed
Check Out
 
รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ        
เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ         
          ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ     หลวงปู่ทา จารุธัมโม
คำถาม FAQ อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์    
ฉบับเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี” ใน “วันวิสาขบูชา–มาฆบูชา–อาสาฬหบูชา“ ตลอดปี    
Siripat.Com and Academiae Network    
    You're Visiting the Buddhism Webpage. Enjoy Learning the Noble Virtues.
Last Modified:   May 27, 2014 8:25 PM  ||        

 
| Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us |  
  Hi Guest!... May I have a talk with you. I think it's very nice and useful guidance.  
 
ขนาดอักษรมาตรฐานหน้านี้ 18PT
    ขนาดอังกษร 18 PT     สัพเพเหระกับผู้เขียน Author Miscellancy 2012


Visitor Number:
246164
วิธีคิดแบบองค์รวมในปฏิปัตติสัทธรรม
(Synergetic Holism in Doctrinal Learning)

   ๔๖. วิธีคิดแบบองค์รวมในปฏิปัตติสัทธรรม

ความสำคัญของบทความ  (The Importance of Article )
 

ยังมีผู้ที่สนใจจำนวนมากในเรื่องปฏิบัติธรรม บางคนเข้าใจเพียงแต่ว่า คือ การนั่งสมาธิเท่านั้น บางคนก็เข้าใจว่า มีทั้งนั่งสมาธิและภาวนาร่วมกัน นั่นคือ มีทั้งสมถะกับวิปัสสนา ชาวบ้านส่วนใหญ่อาจไม่เข้าใจความหมายของคำทั้ง ๒ คำ เลยก็ได้ เพราะวิถีชีวิตชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญ อาจจะนับถือแต่ “ผี” หรือ “เทวดา” ยังไม่ถึงขึ้น “เทพ” เพราะในชนบทไทย ยังมี “หมอผี” ประจำหมู่บ้านอยู่ ซึ่งชาวบ้านจะให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ส่วนวัดก็แค่ให้ความนับถือว่าดี เอาไว้ทำบุญเสริมมงคลชีวิตให้ดีขึ้นก็พอ ไม่ถึงขั้นแบบสมถะและวิปัสสนาอย่างหนักหน่วงอะไรทั้งนั้น เพราะชีวิตในชนบทแบบชาวนาชาวไร่ ต้องมีการต่อรองกับ “ผี–สาง–เทวดา” ประจำป่าเขาทุ่งนา ก็ปวดหัวอยู่แล้ว เรื่องที่แก่นแท้พระศาสนาก็ลดน้อยลง จึงจบอยู่ “ทำบุญให้ทานด้วยเงินมากๆ ก็ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงๆ ขึ้นไปเอง” และถ้าจะให้ถูกใจชาวบ้าน “ขอหวยเลขเด็กสักงวดสองงวดก็หรูแล้ว” ดังนั้น สมณเพศจึงอยู่ใต้อิทธิพลของความต้องการ (ตัณหา) ของชาวบ้านเป็นหลัก ไม่สามารถจะพัฒนาขึ้นสู่ระดับ “จิตตภาวนา” กับ “ปัญญาภาวนา” ได้ สมณเพศที่จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาก็มีตัวอย่างน้อยลง “หลงทางเป็นส่วนใหญ่” โดยเฉพาะ “พระผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างดีๆ ก็หายากในสังคม” ส่วนใหญ่หันไปสู่เรื่องผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายมากกว่า ที่จะเป็นผู้ประกอบด้วย “กรุณาคุณ” กลับเป็น “ทารุณคุณ” พากันซื้อวัสดุก่อสร้างเข้าวัด ตกเป็นเครื่องมือพวกร้านขายวัสดุก่อสร้าง ที่หนักๆ บางสำนักให้ขายทรัพย์ที่ดินทำบุญเพื่อให้ขึ้นสวรรค์ นี่คือ พวกคนโง่ตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด ไม่ใช่ “อริยสาวก–อริยสาวิกา” ของพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายที่ควรจะเป็น เพราะทั้งฝ่ายทายกกับฝ่ายปฏิคาหก รวมใจกันโง่งมงาย ฝ่ายหนึ่งนอนคิดหาเรื่องสวรรค์มาต้มตุ๋นหรือตุ๊ยด้วย อีกฝ่ายหนึ่งก็กระสันอยากขึ้นสวรรค์ ทั้งที่ก็รู้ว่าปฏิคาหกต้มอยู่ ซึ่งกลายเป็นลัทธิเดียรถีย์กับพวกซวยมารวมกันในวัดหรือศาสนสถานที่เรียกเป็นชื่ออื่นๆ ในทางตรงกันข้าม การศึกษาพระสัทธรรม ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากนัก เป็นเรื่องการพัฒนาจิตกับพัฒนาปัญญาให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ให้แก้ไข้ปัญหาชีวิตด้วยพุทธปัญญา จนถึงความตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้ ซื้อไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ จะแอบสลักหลังโอนให้กัน ก็ไม่ได้ มันเป็นเรื่องต้องแลกกับเวลาชีวิตทั้งชีวิต เพื่อให้บรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม” จนตรัสรู้ได้ แล้วมีใจจริงมากแค่ไหน ถ้าจริงก็เริ่มเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องไปรอฤกษ์ยามอะไรทั้งนั้น เพราะเราศรัทธาในพระพุทธเจ้า.

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

๔๖. วิธีคิดแบบองค์รวมในปฏิปัตติสัทธรรม

ในการศึกษาพระศาสนาในส่วนที่เรียกว่า “ปฏิปัตติสัทธรรม” นั้น เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “ปฏิบัติธรรม–ธัมมปฏิปัตติ” พุทธศาสนิกส่วนใหญ่ยังเกิดความคิดความเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่ยากมากกับปุถุชนทั่วไป เพราะพระธรรมคำสอนส่วนใหญ่ยังใช้ภาษามคธ (ภาษาบาลี–สันสกฤต) เป็นสื่อกลางในการศึกษาเนื้อหาพระไตรปิฎก “ภาษาบาลี” (Pali) คือ ภาษาที่ใช้เป็นหลักในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ส่วน “ภาษาสันสกฤต” (Sanskrit) คือ ชื่อภาษาในตระกูลอินเดีย–ยุโรป ซึ่งมีใช้ในวรรณคดีอินเดียโบราณ เช่น คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท ต่อมาใช้ในวรรณคดีของพราหมณ์โดยทั่วไปและในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ฉะนั้น ผู้ที่ศึกษาจึงต้องเรียน “ภาษาบาลี–สันสฤต” เป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นภาษาที่ตายแล้ว และใช้เป็นภาษาเขียนเท่านั้น ไม่ใช่ภาษาพูด ไม่มีชุมชนใดในปัจจุบันใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารในชีวิตประจำวัน ดังนั้น สถานภาพของภาษาบาลีสันสฤตจึงไม่แตกต่างจากพวกสัญลักษณ์ในสูตรวิชาเคมีฟิกส์สิก หรือพวกสัญลักษณ์ธาตุต่างๆ ในวิชาวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ผู้อ่านออกเขียนได้ในภาษาบาลีสันสฤต จึงมีความเข้าใจในเนื้อหาพระธรรมหรือพระไตรปิฎกได้ดีกว่าผู้ที่ไม่รู้ อย่างเช่น ชาวบ้านทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยแล้ว แม้แต่ในบทสวดมนต์ก็มีการสวดบทแปลภาษาไทยด้วย เพื่อให้ผู้สวดมนต์มีความเข้าใจในพระธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้น (๑) ความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจน (Right Understanding) (๒) ทักษะทางภาษา (Language Skills) และ (๓) ทักษะการคิด (Thinking Skills) จึงกลายเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน หรือยุ่งยากในการเจริญไตรสิกขา ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา คือ การศึกษาศีลวัตร ข้อปฏิบัติ ที่ยิ่งยวด (๒) อธิจิตตสิกขา คือ การศึกษาสมถะ การพัฒนาจิตที่ยิ่งยวด และ (๓) อธิปัญญาสิกขา คือ การศึกษาวิปัสสนา การพัฒนาปัญญาที่ยิ่งยวด ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาค้นคว้าในเรื่องใดก็ตาม “ภาษาบาลี–สันสกฤต” ก็มีความจำเป็นต้องใช้อยู่ดี โดยประยุกต์ดัดแปลงให้เหมาะสมตามระบบอักษรภาษาไทย กล่าวโดยสรุป “คำศัพท์บัญญัติ” (Terminology) ด้านพุทธศาสตร์นั้น พุทธศาสนิกชาวไทยส่วนใหญ่ก็ยังแปลไม่ได้ และไม่ยอมจะพยายามจะเข้าใจ คือ ไม่มีความเพียรในการใฝ่รู้ ชอบอยู่แบบสบายติดโง่ๆ งมงายนิดๆ กลัวจะได้ดีเช่นคนอื่น ชอบแสดงความยินดี “มุทิตาจิต” กับคนอื่น แต่ถ้าเป็นเรื่องภาระของตนจริงไม่ใส่ใจ ชอบใส่ใจเรื่องคนอื่น เช่น พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบไม่โต อายุ ๔๐ บางคนพ่อแม่ยังวุ่นวายในชีวิตของตน ตัดสินใจไม่เป็น พอมีเรื่องสำคัญโทรถามแม่ก่อน รอประเดี๋ยวเดียว นี่คือชีวิตที่ยังไม่เข้าสู่ความเป็นอริยะแบบสังคมศิวิไลซ์ ที่พยายามจะสร้าง “มาตรฐานคุณภาพชีวิตแห่งพุทธะ” (ขจัดความโง่–อภิบาลความดีและปัญญา) เพราะบุคคลที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรภาวนามาแล้วทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ (๑) กายภาวนา (๒) ศีลภาวนา (๓) จิตตภาวนา (๔) ปัญญาภาวนา ย่อมมีชีวิตไพบูลย์ด้วย “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” อย่างบริบูรณ์ด้วยข้อปฏิบัติที่ประเสริฐแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” เรียกว่า “มรรคมีองค์ ๘” เกิดปัญญาประจักษ์แจ้งชัดในความจริงอันประเสริฐที่ทำให้ปุถุชนได้กลายเป็น “อริยบุคคล” ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “ภาวิตัตต์” หมายถึง บุคคลอันมีตนได้พัฒนาแล้วด้วยบทบุคคลที่มีคุณสมบัติครบทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ (๑) ภาวิตกาย (๒) ภาวิตศีล (๓) ภาวิตจิต (๔) ภาวิตปัญญา ดังนั้น บุคคลที่มีคุณสมบัติครบทั้ง ๔ อย่าง นี้ จึงเรียกได้ว่า “พระอรหันต์–พระอริยะเจ้า” นั่นหมายความว่า บุคคลที่จะบรรลุธรรมวิเศษในระดับ “อรหัตตผลวิมุตติ” ได้ ต้องอยู่ในสมณเพศเท่านั้น จะเป็นคฤหัสถ์นั่งตาแป้วที่บ้าน ย่อมไม่ใช่ทางแน่นอน ไม่สงัดวิเวกต่อการดำริคิดในเรื่อง “เนกขัมมสังกัปป์” (สัมมาสังกัปปะ) คำว่า “เนกขัมมะ” หมายถึง การออกจากกาม การออกบวช ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร่าเย้ายวน (ข้อ ๓ ในบารมี ๑๐) ส่วนคำว่า “สังกัปป์” (Concept) คือ (๑) การดำริ ความคิดที่จะทำ (๒) หน่วยความคิดที่สมบูรณ์ในความหมายเดียวที่เกิดจากหน่วยความคิดอื่นรวมกันตั้งแต่ ๒ ขึ้นไปก็ได้ ยกตัวอย่าง คำว่า “ครอบครัว” เท่ากับ ๑ สังกัปป์ ประกอบด้วยสังกัปป์อื่นอีก ๕ หน่วย ได้แก่ “พ่อ–แม่–ลูก–ญาติ–คนรับใช้” หรือ “อิทธิบาท ๔” เท่ากับ ๑ สังกัปป์ ประกอบด้วยสังกัปป์อื่นอีก ๔ หน่วย ได้แก่ “ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา” ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น วิธีคิดแบบนี้ เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ” นั่นคือ กฎที่ว่า: “เมื่อมีสิ่งนี้อยู่ สิ่งนี้จึงมีอยู่” หรือกฎที่ว่า: “ธรรมทั้งหลายต่างเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งซึ่งกันและกัน” ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ตถตา” นั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ทรงประกาศพระสัทธรรมด้วยหลักธรรมตามสมุฏฐานแห่ง “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” ซึ่งเรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” เรียกอีกอย่างว่า “ตาปัญญา–ปัญญาจักขุ–สัพพัญญุตญาณ” ซึ่งทำให้บรรลุถึงความตรัสรู้ได้ เนื่องจากได้ประจักษ์แจ้งชัดด้วย “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ เนื่องด้วย “ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่ (๑) อตีตังสญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ (๒) อนาคตังสญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ (๓) ปัจจุปปันนังสญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ กล่าวโดยย่อ คือ ขั้นกำหนด “สมุทัยสัจจ์” หมายถึง ความรู้แจ้งเห็นจริง (ญาณทัสสนะ) ในสาเหตุแห่งทุกข์ตามสมุฏฐานแห่ง “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” คือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” เรียกอีกอย่างว่า (๑) “ธรรมฐิติญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ถึงที่ตั้งแน่นอนแห่งธรรมตามธรรมดา (๒) “ยถาภูตญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ถึงสัจจธรรมที่เป็นความจริงตามเป็นจริง ไม่มีการปรุงแต่ง และ (๓) “สัมมาทัสสนะ” คือ การเห็นหรือการทัศนาที่ถูกต้องตามความเป็นจริงด้วย “สัมมาญาณ” คือ รู้ชอบ ได้แก่ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณทั้ง ๑๙ ประเภท หรือ “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุดด้วยเห็นนิพพาน

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า “สาเหตุแห่งทุกข์” ตามสมุฏฐานแห่ง “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา” คือ “ผลกระทบ” (Impact) ต่อชีวิตจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่า “วิบากกรรม” (วิปากวัฏฏ์) หมายถึง ผลวิบากกรรมที่เกิดจากการกระทำไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตาม ซึ่งสามารถอธิบายด้วยหลักธรรม “ศรัทธา” หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่า เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความดีความชั่วมีขึ้นในตนเป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น
(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว
(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน

ฉะนั้น องค์ธรรมทั้ง ๑๒ องค์ประกอบใน “กฎปฏิจจสมุปบาท” นั้น สามารถนำมาอธิบายหลักธรรมและข้อธรรมต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง ถ้าพิจารณาอย่างจริงจังจนประจักษ์แจ้งชัด คือ ให้เห็นความสัมพันธ์ทั้งหมดในภาพรวมของประดาธรรมทั้งหลาย นั่นคือ “การวิเคราะห์–การสังเคราะห์” (Analysis – Synthesis) ให้เห็นภาพสะท้อนกลับกันระหว่าง “ค่าที่เป็นบวก” กับ “ค่าที่เป็นลบ” (ดังเช่น “กรรม ๒” ได้แก่ กุศลกรรม อกุศลกรรม) เพื่อให้เห็น “ค่าที่เป็นกลาง” ระหว่างค่าทั้งสองข้างต้นนั้น (ดังเช่น “ธรรม ๓” ได้แก่ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม) ฉะนั้น กระบวนการคิดดังกล่าวข้างต้นนี้ คือ “วิธีคิดแบบองค์รวม” คือ พิจารณาให้เห็นผลกระทบหลายๆ มิติที่จะเกิดขึ้น ให้พิจารณาถึงข้อธรรมเกี่ยวกับ “วิบากกรรม” (วิปากวัฏฏ์) ในรายละเอียดอีกครั้ง ตามขั้นตอนวิธีคิดแบบองค์รวม ดังนี้

(๑) ขั้นตอนการคิดแบบข้อสรุปทางทฤษฎีเชิงสังเคราะห์
(๒) ขั้นตอนการคิดแยกแยะองค์ประกอบเชิงวิเคราะห์
(๓) ขั้นตอนการคิดแบบเชิงเครือข่ายสัมพันธ์แบบอิทัปปัจจยตา
(๔) ขั้นตอนการรวมองค์ความรู้ทั้งหมดเชิงองค์รวม

(๑) ขั้นตอนการคิดแบบข้อสรุปทางทฤษฎีเชิงสังเคราะห์ – กำหนดหัวข้อปัญหา

วิปากวัฏฏ์
มูลเหตุ = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา
การเกิดกรรม (อุปปัตติ) = ภพ–ชาติ–ชรา–มรณะ
ผลวิบาก = ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–ความคับแค้นใจ

(๒) ขั้นตอนการคิดแยกแยะองค์ประกอบเชิงวิเคราะห์ – นิยามองค์ความรู้

ความหมายเพิ่มเติม:
วิญญาณ = วิญญาณ ๖
นามรูป = เวทนา–สัญญา–เจตนา–ผัสสะ–มนสิการ (ข้อ ๗ ในเจตสิก ๕๒)
นาม = เวทนา–สัญญา–สังขาร
รูป = มหาภูต ๔ – อุปาทายรูป ๒๔
สฬายตนะ = อายตนะ ๖ (อายตนะภายใน ๖)
ผัสสะ = สัมผัส ๖
เวทนา = เวทนา ๖

(๓) ขั้นตอนการคิดแบบเชิงเครือข่ายสัมพันธ์แบบอิทัปปัจจยตา – พิจารณาด้วยอิทัปปัจจยการ

องค์ประกอบ ๑๒ องค์
(๑) อวิชชา = ความไม่รู้ คือไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔
(๒) สังขาร = สภาพที่ปรุงแต่ง ได้แก่ สังขาร ๓ อภิสังขาร ๓
(๓) วิญญาณ = ความรู้แจ้งอารมณ์ ได้แก่ วิญญาณ ๖
(๔) นามรูป = นามและรูป ได้แก่ เวทนา–สัญญา–เจตนา–ผัสสะ–มนสิการ (รับอารมณ์ไว้ในใจ)
(๕) สฬายตนะ = อายตนะ ๖ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖
(๖) ผัสสะ = ความกระทบ–ประจวบ ได้แก่ สัมผัส ๖
(๗) เวทนา = ความเสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๖
(๘) ตัณหา = ความทะยานอยาก ได้แก่ ตัณหา ๓ ตัณหา ๖
(๙) อุปาทาน = ความยึดมั่น ได้แก่ อุปาทาน ๔
(๑๐) ภพ = ภาวะชีวิต ได้แก่ ภพ ๓ หรือ กรรมภพ (ภพคือกรรม) กับ อุปปัตติภพ (ภพคือที่อุบัติ)
(๑๑) ชาติ = ความเกิด ได้แก่ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย การได้อายตนะ
(๑๒) ชรามรณะ = ความแก่และความตาย ได้แก่ ชรา (ความเสื่อมหง่อมอินทรีย์) กับมรณะ (ความสลายแห่งขันธ์ขาดชีวิตินทรีย์)

(๔) ขั้นตอนการรวมองค์ความรู้ทั้งหมดเชิงองค์รวม – พิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ

กฎปฏิจจสมุปบาท ๑๒
อกุศลกรรม –| อวิชชา – สังขาร – วิญญาณ – นามรูป – สฬายตนะ – ผัสสะ – เวทนา – ตัณหา – อุปาทาน – ภพ – ชาติ – ชรามรณะ |– โสกะ – ปริเทวะ – ทุกข์ – โทมนัส – อุปายาส

ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖

“อัทธา ๓” คือ กาล ๓ ได้แก่
(๑) อดีต = อวิชชา สังขาร
(๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ
(๓) อนาคต = ชาติ ชรา มรณะ (ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ)

“สังเขป ๔” (สังคหะ ๔) คือ ช่วง หมวด กลุ่ม ๔ ได้แก่
(๑) อดีตเหตุ = อวิชชา สังขาร
(๒) ปัจจุบันผล = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
(๓) ปัจจุบันเหตุ = ตัณหา อุปาทาน ภพ
(๔) อนาคตผล = ชาติ ชรามรณะ (ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ)

“สนธิ ๓” คือ ขั้วต่อ ระหว่างสังเขปหรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่
(๑ ) ระหว่าง อดีตเหตุ กับ ปัจจุบันผล
(๒ ) ระหว่าง ปัจจุบันผล กับ ปัจจุบันเหตุ
(๓) ระหว่าง ปัจจุบันเหตุ กับ อนาคตผล

“วัฏฏะ ๓” คือ องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร”
(๑) กิเลสวัฏฏ์ = อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
(๒) กรรมวัฏฏ์ = สังขารและกรรมภพ
(๓) วิปากวัฏฏ์ = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น

“อาการ ๒๐” คือ องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุและส่วนผล ได้แก่
(๑) อดีตเหตุ ๕ = อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ
(๒) ปัจจุบันผล ๕ = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
(๓) ปัจจุบันเหตุ ๕ = อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ
(๔) อนาคตผล ๕ = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา

“มูล ๒” คือ กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่
(๑) อวิชชา เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน
(๒) ตัณหา เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

เมื่อสรุปขั้นตอนวิธีคิดแบบองค์รวมใหม่อีกครั้ง มีรายละเอียดดังนี้

(๑) ขั้นตอนการคิดแบบข้อสรุปทางทฤษฎีเชิงสังเคราะห์ – กำหนดหัวข้อปัญหา คือ เมื่อมีหลักธรรมใดเกิดขึ้นในใจ สามารถพิจารณาเป็นหลักธรรมนั้น จัดหมวดหมู่อยู่ในหมวดใน พร้อมคาดคะเนเห็นองค์ธรรมย่อยหรือหัวข้อย่อยที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อม เรียกว่า “พิจารณากลาป” (อ่านว่า “กะ–ลา–ปะ” คือ หน่วยที่เล็กที่สุดของรูปธรรม) คือ การพิจารณาองค์ธรรมย่อยโดยทั่วไป สัมปยุตต์กันอยู่ภายใต้หลักธรรมเดียวกัน และหลายๆ หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกัน หรือในอีกนัยหนึ่ง คือ การพิจารณา “หน่วยองค์รวมหลัก” ที่เป็นหน่วยรวมเล็กที่สุด แต่ประกอบด้วย “หน่วยองค์รวมย่อย” ที่มีจำนวนองค์ประกอบตายตัวของสิ่งต่างๆ (รูปธรรม) ซึ่งสามารถรับ “หน่วยองค์รวมย่อย” อื่นๆ เพิ่มได้อีก เพื่อแยกประเภทเป็น “หน่วยองค์รวมหลัก” ในชื่ออื่นๆ อีก ถ้าเปรียบเทียบกับทฤษฎีฟิสิกส์ปรมาณู เรียกว่า “โครงสร้างของโมเลกุล” (Molecular Structure) ใน ๑ อะตอม (Atom: อณู) จะประกอบด้วย ๓ หน่วยของอนุภาคธาตุที่เล็กที่สุด ที่หมุนรอบแกนกลางอะตอม (Nucleus) อยู่ ได้แก่ (๑) โปรตอน–Proton (๒) อิเล็กตรอน–Electron และ (๓) นิวตรอน– Neutron ซึ่งทำให้สามารถสรุปสังเคราะห์เป็นสูตรฟิสิกส์ปรมาณูได้ในที่สุด กล่าวโดยสรุป คือ การมองเห็น “หลักทฤษฎี” (ผล = ลักษณะทั่วไป) แล้วมองเห็น ปัจจัยรวมที่เกี่ยวของในรายองค์ประกอบ (เหตุ= ลักษณะเฉพาะรายย่อยรวมกัน) ยกตัวอย่าง “ทุกข์” (ผล) มีสาเหตุมาจาก “อวิชชา” รวมทั้งองค์ประกอบย่อยอย่างอื่นรวมกันอีก ๑๑ หน่วยย่อย ได้แก่ “สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ” เรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ การคิดจากเหตุ (อวิชชา) ไปหาผล (ทุกข์) เรียกว่า “สมุทยวาร” (ฝ่ายพิจารณาเหตุปัจจัย)

(๒) ขั้นตอนการคิดแยกแยะองค์ประกอบเชิงวิเคราะห์ – นิยามองค์ความรู้ คือ การวิเคราะห์องค์ประกอบหน่วยย่อยทั้งหลาย ที่มีความสัมพันธ์กันในทิศทางต่างๆ ที่ทำให้เกิด “ผล” เช่นนี้ได้ เป็นการดับเหตุเพื่อไม่ให้เกิดผลเช่นนี้ เช่น การดับทุกข์ ต้องดับที่ “อวิชชา” ที่เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ พร้อมผลกระทบข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ความโศก ความคร่ำครวญ (ทุกข์) โทมนัส และความคับแค้นใจ นั่นคือ กระบวนการคิดย้อนกลับ สืบสาวไปหาต้นเหตุของปัญหาให้ได้จริง เป็นแนวคิดฝ่ายดับทุกข์ เรียกว่า “นิโรธวาร” คือ การดับย้อนตั้งแต่ “ชรามรณะ–ชาติ–ภพ–อุปาทาน–ตัณหา–เวทนา–ผัสสะ–สฬายตนะ–นามรูป–วิญญาณ–สังขาร” จนถึง “อวิชชา” เรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” เพราะฉะนั้น ในระหว่างพิจารณาดับเหตุแต่ละหน่วยนั้น ต้องสามารถเข้าใจถึงรายละเอียดของด้านความหมายอย่างลึกซึ้ง คือ ประจักษ์แจ้งชัดด้วยอรรถะและพยัญชนะนั่นเอง อย่าเหมาะส่งเดช เพียงแต่ให้เสร็จสิ้นไป ลงพิจารณาในรายละเอียดแห่งองค์ธรรม เพราะหน่วยย่อยเหล่านี้ยังสามารถไปเกิดร่วมกับหลักธรรมอื่นอีก เพื่อแสดงสายสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรมหนึ่งกับอีกหลักธรรมหนึ่ง อย่ามองข้ามความสำคัญของความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ไป เช่น ลักษณะความสัมพันธ์แบบตรง แบบอ้อม แบบแพร่กระจาย แบบบนลงล่าง แบบล่างขึ้นบน แบบทแยง แบบตรงกันข้าม แบบคู่ขนาน แบบสมมาตร แบบสะท้อนกลับ เป็นต้น แต่แบบที่นักวิทยาศาสตร์สนใจมาก คือ “ความสัมพันธ์แบบพิลึกอุบาทว์” ที่เรียกว่า “แบบอลวนไร้รูปแบบ” (Chaos Theory) ซึ่งไม่สามารถนำมาอธิบายด้วย “ทฤษฎีความน่าจะเป็น” ได้ เพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ (Stand–Alone Phenomenon) แต่เกิดขึ้นแบบสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยจากเล็กที่สุดไปถึงใหญ่ที่สุด ที่เรียกว่า “ปัจจยาการ” (ปัจจัย ๒๔) เรื่องนี้มันเกี่ยวกับ “กฎแห่งกรรม” ด้วย ไม่ใช่ “กฎแห่งทำ” ที่จะทำให้เกิดขึ้นตามต้องการของตน (นักวิทยาศาสตร์) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น “การเข้าถึงสัจจธรรมแห่งธรรมชาติ” จึงประกอบด้วย “อวิชชา – ตัณหา” ตาม “กฎปฏิจจสมุปบาท” ดังอธิบายมาข้างต้นนี้ ต้องคิดตามแบบ ข้อที่ ๓ ต่อไป

(๓) ขั้นตอนการคิดแบบเชิงเครือข่ายสัมพันธ์แบบอิทัปปัจจยตา – พิจารณาด้วยอิทัปปัจจยการ คือ การพิจาณา “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” (สภาวธรรม) ที่เป็นไปตาม “กฎปฏิจจสมุปบาท” ก็เรียก “อิทัปปัจจยการ” ก็เรียก “ปัจจยาการ” (ปัจจัย ๒๔) ก็เรียก “ยถตา” ก็เรียก สรุปก็คือ “พิจารณาความสัมพันธ์ทุกมิติแง่มุม” (Dimensional–Relationships Based Thinking) นั้นเอง จะเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” (Annalistic Reflections) ก็ได้ เพราะเป็นวิธีการพิจารณาด้วยปัญญาที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนา ที่เป็นทักษะการคิดทั้งฝ่าย “ปัญญาสามัญ” ทางคติโลก โดยอาศัยข้อมูลที่รวบรวมได้จริง และ “ปัญญาภาวนา” ทางคติธรรม โดยอาศัยจากการเจริญภาวนาทางปัญญาเป็นหลัก คือ “ญาณทัสสนะ” นั่นคือ ทักษะการคิดที่โยงภาพปัญหาให้เด่นชัดด้วยการพิจารณาเหตุผลที่เป็นความสัมพันธ์ทุกมิติ ทั้งที่มองเห็นได้ในปัจจุบันและอนาคต และสืบสาวถึงต้นตอที่มาจากเหตุในอดีตที่ส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎที่ว่า: “เมื่อมีสิ่งนี้ๆ เกิดขึ้น สิ่งนี้ๆ จึงเกิดขึ้น” คำพูดง่ายสามัญธรรมดาเช่นนี้แหละ คือ กุญแจสำคัญแห่งการลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม” ซึ่งจะกลายเป็นบาทฐานแห่งมัคควิถีเพื่อความตรัสรู้ในกาลข้างหน้า จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับใจของแต่ละคน

(๔) ขั้นตอนการรวมองค์ความรู้ทั้งหมดเชิงองค์รวม – พิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ คือ “การระดมสมอง” (Brainstorming) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางคติโลก ผสมผสานกับ “ญาณสัมปยุตต์” (Omniscience) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางคติธรรม ทำให้เกิดขั้นตอนการประมวลองค์ความรู้ครั้งใหญ่ ด้วยวิธีคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ” (Annalistic Reflections) เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์–ญาณวิปปยุตต์” (Knowledge Synergy) คือ การรวมปัญญาทั้งหลายที่ทำให้เห็น “ธรรมที่รวมกันได้” กับ “ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน” ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เปรียบเสมือนการได้ประจักษ์แจ้งใน “อาณาจักรธรรม–ธรรมจักร” ได้เห็นการหมุนวงล้อธรรมทั้งหลาย คือ ได้เห็นธรรมที่เป็นฝ่ายกุศล และธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล ที่แยกออกต่างหากับฝ่ายกุศลธรรม ทำให้สามารถสรุปข้อหลักทฤษฎีที่เป็น “กฎธรรมชาติ” ได้ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สรรพสิ่งเหล่านั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา” ซึ่งแสดงถึงการบรรลุธรรมขั้นต้น คือ การได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ซึ่งเป็น “ตาปัญญา” ที่เห็น “สัจจธรรม” ตามที่เป็นจริงด้วย “ยถาภูตญาณ” เรียกว่า “ยถาภูตธรรม” เป็นความจริงขั้นสูงสุด เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” สภาวการณ์แห่งปัญญาดังกล่าวนี้ เกิดจากการประจักษ์แจ้งชัดด้วยวิธีคิดแบบ “โยนิโสมนสิการ–ญาณทัสสนะ–ญาณทัสสนวิสุทธิ–สัมมาญาณ–ทัสสนานุตตริยะ” ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดนี้ จะเกิดกับ “ภาวนามยปัญญา” อาจกล่าวได้ว่า “โยนิโสมนสิการ–ญาณทัสสนะ” เกิดกับทักษะการคิดขั้นสูงสำหรับ “จินตามยปัญญา” และ “สุตมยปัญญา” ดังนั้น ปัญญาญาณดังกล่าวทั้งหมดรวมกัน ย่อมทำให้เห็น “ธรรมจักร” ที่หมุนกงล้อธรรม ทำให้เกิดปัญญาใหม่ๆ ขึ้นมาไม่สิ้นสุด เห็นทั้งข้อธรรมย่อยที่สัมปยุตต์และวิปปยุตต์กับข้อธรรมหลักอย่างเอนกอนันต์ เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ฉะนั้น ทักษะการคิดดังกล่าวนี้ เป็นมุมมองที่พิจาณาธรรมทั้งหลายด้วย “การคิดแบบองค์รวม” (Holism) ตามหลักทฤษฎี “ปฏิจจสมุบาท–อิทัปปัจจยตา” ประการสำคัญทำให้เห็นข้อสรุปเกี่ยวกับ “นามรูป” คือ “สามัญลักษณะ” ตามไตรลักษณ์ ได้แก่ “อนิจจลักษณะ–ทุกขลักษณะ–อนัตตลักษณะ” ซึ่งจะกลายเห็นหลักความคิดยิ่งยวดแห่งการตรัสรู้ต่อไปไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสมถะหรือฝ่ายวิปัสสนาก็ตาม

(๕) ขั้นตอนการสรุปข้อทฤษฎี – “ดวงตาเห็นอาณาจักรทั้งปวง” คือ ความเห็นความเข้าใจแห่งธรรมปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับ “ประโยชน์เบื้องต้น” กับ “ประโยชน์เบื้องปลาย” หมายถึง เกิดความศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้า พร้อมวิริยะความเพียรใหญ่ ที่จะค้นหาและปฏิบัติให้ถูกต้องตาม “มัคควิถี” แห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ ไม่ใช่ทางแห่งอริยสัจจธรรม (โลกุตตรธรรม ๙) คือ “มรรค ๔– ผล ๔– นิพพาน ๑”

กล่าวโดยสรุป “แนวคิดแบบองค์รวม” (Holistic Approach) เป็น “มุมมอง” (Perspectives) ใน “สภาพปัญหา” หรือ “ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นในทุกแง่ทุกมุม เรียกว่า “มุมมอง ๗๒๐ องศา” คือ การมองแบบทะลุอนาคตได้เลย แต่แนวคิดดังกล่าวนี้ ก็ยังเป็นสภาวะที่มีการปรุงแต่งอยู่ตลอดตามเหตุปัจจัย “ที่ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมองเห็นชัดเท่านั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ปรากฏ” สภาวธรรมที่ปรากฏให้เห็น ยังไม่ยังยืน จนกว่าจะสรุปเป็นสัจจธรรมที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truth) เท่านั้น ส่วนในแง่พุทธคตินั้น จะมีความเชื่อความศรัทธาในหลักธรรม “ธรรมนิยาม ๓” (กฎธรรมชาติ) ที่ว่า (๑) สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ (๓) ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตน สิ่งนี้คือข้อสรุปสุดท้ายแห่งการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น “อนัตตา” (สุญญตา) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องประจักษ์แจ้งชัดทั้งอรรถะและพยัญชนะ.

[Last Modified: December 23, 2012] – Special Articles For 2013. By Nithee Siripat.
Warin Chamrab, Ubol Ratchathani. During 1958 – 1975.

  หัวข้อธรรมไหนที่เข้าใจไม่ชัดเจน ควรค้นเพิ่มเติมจาก “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” ที่เป็นไฟล์ข้อมูล ดังนี้

 (๑) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับหมวดธรรม

(๒) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์

หรือ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” ฉบับรูปเล่มตามร้านหนังสือมาตรฐาน (ราคาประมาณ ๓๕๐ บาท)

   



   
Last Modified:   May 27, 2014 8:25 PM  
 


อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์
ผู้เขียนบรรยาย
Welcome to Buddhism
and Wisdom Land

SIRIPAT POLL








ขออนุโมทนาบุญ


สาธุ! เด้อ ขอให้ได้แต่สิ่งดีๆ
มุทิตาจิต คือ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิก บานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงาม ยิ่งขึ้นไป



Powered by Academiae Network

รับออกแบบเว็บไซต์ทุกชนิด ในราคาย่อมเยา และคุณภาพสูง เพิ่มประชาสัมพันธ์ธุรกิจ หรือกิจกรรมส่วนตัว ติดต่อ Nithee@Siripat.Com




    | Main Page | About Us | Academics | Miscellany | Log In | Email | Contact Us View Log File
 Bye-Bye. Guest!... See you again.   
การระดมสมองกันนั้น
ย่อมเกิดปัญญาและความสำเร็จได้
Brainstorming Brings out Wisdom and Success

 Join Us to Develop Yourself
     Clean... Calm...  Bright...





Copyright © 2001 -
Siripat.com and Academiae Network. All rights reserved. 

The content contained herein is being provided to you for information purposes only, No information or materials posted on this site are intended to constitute
a legal or binding relationship. Siripat.com makes no warrants or claims as to the accuracy of content posted on this website.
To the full extent permissible by applicable law, we disclaim all warranties, express or implied and will not be liable for any damages of any kind arising
from the use of this site, including but not limited to direct, indirect, incidental punitive and consequential damages.


Terms of Use and Service | Privacy Policy | Disclaimer